Screenshot 2018-01-21 12.59.17

เฌอปราง BNK48 กับ ICT Literacy

Print Friendly

“… มีข้อมูลกางรอบตัว แล้วเอาข้อมูลมาทำอะไรบางอย่าง อันนั้นเฌอสนุกมากกว่าการที่มาเต้น แต่ถ้าให้เลือกว่าให้นั่งท่องหนังสือกับมาเต้น เฌอเลือกเต้นมากกว่าไปท่องหนังสือแน่นอนค่ะ” – เฌอปราง (นาทีที่ 1:39)

การนำข้อมูลมาทำอะไรบางอย่าง ที่น้องเฌอพูดถึงนั้นควรเป็นเป้าหมายหลักเป้าหมายหนึ่งของการเรียน Computing ที่เรียกว่า ICT Literacy นักเรียนควรได้เรียนรู้ว่าคอมพิวเตอร์มีไว้ใช้สำหรับสร้างสรรค์ การสร้างสรรค์จะต้องมี “ข้อมูล” เป็นวัตถุดิบ ประกอบกับ “การคิดวิเคราะห์” และ “ความคิดสร้างสรรค์” เพื่อสร้างสรรค์ผลงานออกมาให้ได้ โดยที่คอมพิวเตอร์เป็น “เครื่องมือ” แต่ไม่ใช่ “พระเอก” ของกระบวนการสร้างสรรค์นี้

การเรียน Computing ไม่ควรโฟกัสไปที่การ “ใช้งาน” หรือการจดจำวิธีการ “ใช้โปรแกรม” เพียงเพื่อ “บริโภค” หรือ “เสพ” สินค้าดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นความบันเทิง การระบายผ่านสื่อสังคม หรือการติดต่อสื่อสารออนไลน์ที่ทดแทนการสื่อสารแบบพบหน้า และการสัมผัสกับมนุษย์ในชีวิตจริง

การนำข้อมูลมาทำอะไรบางอย่าง เป็นหัวใจของการเรียน ICT ซึ่งอาจมองได้เป็นสามส่วนคือ 1) ข้อมูล 2) “ทำอะไรบางอย่าง” คือทำอะไร และ 3) จะทำได้อย่างไร ต้องใช้เครื่องมืออะไร

1) ข้อมูล: นักเรียนควรได้ฝึกเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง จากการสำรวจ การวัด หรือการสังเกต ด้วยตนเอง โดยไม่ลอกมาจากที่อื่น เพื่อให้ทราบถึงคุณค่าของข้อมูล มีความรู้สึกเป็นเจ้าของข้อมูล ถั่วงอกที่ปลูกเองย่อมมีคุณค่าและอร่อยมากกว่าถั่วงอกที่ซื้อมาผัด ฉันใดก็ฉันนั้น ข้อมูลที่เก็บรวบรวมเอง ซึ่งเรียกว่า “ข้อมูลปฐมภูมิ” ย่อมสร้างความภูมิใจให้กับตัวนักเรียนได้มากกว่า จากนั้นเมื่อนักเรียนโตขึ้น ก็ค่อยสอนให้รู้จักรวบรวมข้อมูลจากแหล่งอื่นที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และสร้างผลกระทบ (impact) ได้สูงขึ้น โดยจะต้องบอกแหล่งที่มาของข้อมูล ให้เกียรติเจ้าของข้อมูล และรู้จักประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล

2) ทำอะไรบางอย่าง คือทำอะไร? นักเรียนควรได้สร้างผลงานทั้งที่เป็นผลงานแบบ data science และผลงานศิลปะเชิงสร้างสรรค์ ในทางแรก นักเรียนจะต้อง “จัดการ” ข้อมูลเป็น “ทำความสะอาด” ข้อมูลได้ สามารถจัดเรียง จัดหมวดหมู่ คัดกรอง และประมวลผลข้อมูลเบื้อต้นได้ด้วยสูตรทางคณิตศาสตร์แบบที่ไม่เกินความสามารถพื้นฐานของชั้นปีและช่วงวัย (เช่นสูตร SUM, AVERAGE แต่ในเบื้องต้นคงไม่ต้องถึงกับการหา correlation) ทั้งหมดนี้เพื่อนำไปสู่การสร้างทางเลือก และการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล (data-driven decision making) อีกด้านหนึ่งของการ “ทำอะไร” กับข้อมูล คือการนำข้อมูลมาสร้างผลงานเชิงสร้างสรรค์ เช่น นำข้อมูลภาพถ่ายมาทำ infographics นำไฟล์เสียงหรือวิดีโอที่บันทึกไว้ มาตัดต่อเป็นเรื่องสั้น มิวสิกวิดีโอ สื่อความรู้ ที่เกิดจากการคิดริเริ่ม จินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนเอง ฝึกให้เป็นนิสัยว่าเมื่อใดที่อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ฉันจะต้องคิดสร้างผลงานของตัวเอง ไม่ใช่แค่บริโภคงานของคนอื่น

3) จะทำได้อย่างไร? นักเรียนควรรู้จักเครื่องมือที่เกี่ยวข้อง ข้อดี-ข้อเสีย ของเครื่องมือแต่ละประเภท ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ทั้งซอฟท์แวร์ทางธุรกิจและแบบ open source (ฟรี) ทราบทางเลือกที่กว้างขวาง ไม่ผูกติดกับซอฟท์แวร์และ ecosystem ของค่ายใดค่ายหนึ่ง มีทักษะพื่้นฐานในการจัดการไฟล์ โฟลเดอร์ การสำรองข้อมูล การส่งไฟล์หากัน การทำงานร่วมกันผ่านอินเทอร์เน็ต การกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงไฟล์ การสอนเครื่องมือนี้ไม่ควรโฟกัสไปที่การสอนให้ท่องชื่อปุ่ม ไอคอน และเมนู ของซอฟท์แวร์ตัวใดตัวหนึ่ง เพราะสิ่งเหล่านี้พัฒนาไปเรื่อยๆ ไม่อยู่นิ่ง และนักเรียนสามารถฝึกฝนเองได้เร็วกว่าครูและหนังสือตำราอยู่แล้ว การสอนควรโฟกัสไปที่การหาข้อมูลความรู้เพิ่มเติมด้วยตนเอง ไม่ว่าจะด้วยระบบ search engine ทั่วไป หรือระบบเฉพาะทาง เครื่องมือการค้นหาขั้นสูง การเลือกคำค้น การประเมินความน่าเชื่อถือ ตลอดจนการค้นหาด้วยภาพและด้วยเสียงภาษาธรรมชาติ ซึ่งเป็นแนวโน้มของวิถีชีวิตในโลกอนาคต

ICT Literacy เป็นส่วนหนึ่งของวิชา Computing (วิทยาการคำนวณ) มีความสำคัญเทียบเคียงได้กับอีกสองส่วน คือ Computer Science (เรื่อง การคิดเชิงคำนวณ, coding, algorithm) และ Digital Literacy (รวมถึง Media & Information Literacy ซึ่งเกี่ยวกับความปลอดภัย จริยธรรม การรู้เท่าทัน) เป็นหลักสูตรพื้นฐานสำหรับนักเรียนไทยทุกคน โดยไม่ใช่การ “สอนเพิ่ม” แต่เป็นการเปลี่ยนแนวคิดในการศึกษาคอมพิวเตอร์แบบเดิมในฐานะ “ผู้ใช้” ให้กลายเป็น “ผู้สร้าง” น่าลุ้นนะครับว่าจะมีส่วนช่วยเตรียมเด็กไทยให้พร้อมกับการเป็นประชากรในโลกดิจิทัลมากน้อยเพียงใด

“มาลุ้นดูสิ อาจจะเจอความหวังที่ยังรออยู่” 🙂