The wonders of human body 02

เคสพิศวง 02: หญิงสาวผู้มีสมองซีกเดียว

Print Friendly

PDF download : The Wonders of Human Body 02: The women with half a brain

The Wonders of Human Body 02: The women with half a brain

       อวัยวะที่ติดตัวคนเรามาแต่เกิดมีจำนวนไม่น้อยที่มาเป็นคู่ — สองตา สองหู สองมือ สองขา ไตสองข้าง ซึ่งเราอาจเคยเห็นหรือได้ยินผ่านหูมาบ้างว่า มีคนไข้ไม่น้อยที่ต้องผ่าตัดเหลือไตข้างเดียว คนงานประสบอุบัติเหตุทำให้เสียมือเสียขาไปข้างหนึ่ง หรืออาจเป็นกรณีพิการทางการได้ยินในหูข้างซ้ายหรือข้างขวา เป็นต้น ทีนี้สมองของเราเองก็มีสองซีก (cerebral hemispheres) เคยสงสัยกันไหมว่า ถ้าอยู่มาวันหนึ่งเราเหลือสมองซีกเดียว เราจะยังมีชีวิตรอดอยู่ไหม ยังสามารถทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ตามปกติหรือเปล่า คำตอบของคำถามนี้ มีให้เห็นในรูปแบบของเคสคนไข้ผ่าตัดที่หมอต้องตัดซีกสมองฝั่งหนึ่งออก (hemispherectomy) เพื่อรักษาหรือบรรเทาอาการชัก (epileptic seizures)

       มีตัวอย่างเคสที่น่าสนใจของหญิงสาวสามคนที่ผ่านการผ่าตัดดังกล่าวเพื่อตัดสมองซีกขวาออกทั้งซีก โดยทั้งสามมี rare autoimmune disease ที่ชื่อว่า Rasmussen’s encephalitis ที่ทำให้มีอาการติดเชื้อในสมองซีกเดียว [1] โดยในกรณีของหญิงสาวคนแรกชื่อ Jodie เธอเข้ารับการผ่าตัดเมื่ออายุยังน้อยมาก (3 ขวบ) ตามคำแนะนำของแพทย์ เพราะมีอาการชักที่เกิดขึ้นถี่จนยากจะควบคุม โดยใน record ของเธอระบุว่าเธอเคยมีอาการชักเกิดขึ้นแทบทุก ๆ 3 นาที [2] อีกเคสหนึ่งคือหญิงสาวที่มีชื่อว่า Christina Santhouse ช่วงที่เป็นหนัก เธอมีการชักมากถึง 150 ครั้งใน 1 วัน โดยได้เข้ารับการผ่าตัดตอนเธออายุ 8 ขวบ และการผ่าตัดนั้นกินเวลายาวนานถึงกว่า 14 ชม. [3] ส่วนอีกคนหนึ่งชื่อ Cameron เข้ารับการผ่าตัดเพื่อตัดสมองซีกขวาของเธอออกเมื่อตอนอายุ 6 ขวบ และโชคดีที่มีการฟื้นตัวที่ค่อนข้างรวดเร็ว [4] โดยในสามเคสตัวอย่างนี้ มีผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นคือเด็กหญิงทั้งสามคนสูญเสีย motor skills หรือความสามารถในการเคลื่อนไหวร่างกายฝั่งซ้าย ซึ่งถึงแม้จะมีการทำกายภาพบำบัดก็ยังไม่สามารถกลับมาเคลื่อนไหวได้ปกติเหมือนก่อนได้รับการผ่าตัด อนึ่งจากการเก็บข้อมูลของ Hemispherectomy Foundation มีการผ่าตัดลักษณะนี้เกิดขึ้นราว ๆ 100 ครั้งต่อปี ในเด็กที่มีอาการชักรุนแรง [3] ส่วนผู้ป่วยโรค Rasmussen’s encephalitis มีการประมาณว่ามีอุบัติการณ์อยู่ที่สัดส่วน 1 คนในประชากร 10 ล้านคน [1]

       Hemispherectomy operation นั้นกระทำเพื่อเป้าประสงค์หลักในเชิงการรักษา แต่ก็มีหลายสิ่งอย่างที่เราได้เรียนรู้และยืนยันจากเคสผู้ป่วยที่ผ่านการผ่าตัดดังกล่าว [5, 6] อาทิ โดยทั่วไปแล้วสมองซีกหนึ่งจะควบคุมการทำงานของร่างกายอีกซีก เนื่องมาจากการข้ามฝั่ง (decussation) ของกลุ่มเส้นประสาทตอนออกจากสมองไปที่ไขสันหลังและไล่ลงมาตามร่างกายส่วนต่าง ๆ, แนวคิดเรื่อง neural plasticity ที่ระบุว่าสมองของมนุษย์สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อความอยู่รอดได้อยู่ตลอด ไม่ใช่หยุดชะงักเมื่อผ่านวัยรุ่นอย่างที่เคยเชื่อและเข้าใจกันมา และที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ functional redundancy ของสมองที่ควบคุม higher functions ซึ่งหมายความว่ามีสมองมากกว่าหนึ่งส่วนที่รับผิดชอบดูแลหน้าที่ในการคิด วิเคราะห์ ตัดสินใจ ให้เหตุผล ใช้ภาษา และกระบวนการทางความคิดอื่น ๆ ดังนั้นพอสมองซีกหนึ่งหายไป อาจยังมีส่วนอื่นที่ทำงานซ้ำซ้อนกันที่จะก้าวเข้ามารับภาระต่อได้ หรือมีการปรับใช้เซลล์ประสาทที่มี capacity เหลืออยู่มารับโหลดที่เพิ่มเติมขึ้นจากการที่จำนวนเซลล์ประสาททั้งหมดลดลงกว่าครึ่ง เพราะฉะนั้นไอเดียเรื่อง ‘Left Brain, Right Brain’ หรือ functional segregation ก็ไม่ได้เป็นจริงเสมอไป สมองของคนเรานั้นมีความซับซ้อนและยังมีอะไรซ่อนเร้นที่รอการค้นพบอยู่อีกมากมาย


บทความโดย ดร. ศุภนิดา ภิยโยทัย นักวิจัย สถาบันการเรียนรู้

ภาพโดย ทีม CELT และ น.ส. พรประภา ฉายาพัฒน์


อ้างอิง

[1] Varadkar, S., Bien, C. G., Kruse, C. A., Jensen, F. E., Bauer, J., Pardo, C. A., … & Cross, J. H. (2014). Rasmussen’s encephalitis: clinical features, pathobiology, and treatment advances. The Lancet Neurology, 13(2), 195-205.

[2] https://www.bbc.com/news/av/magazine-39117532

[3] https://people.com/celebrity/woman-who-had-half-her-brain-removed-defies-the-odds-gets-a-masters-degree/

[4] https://breininactie.com/the-girl-with-half-a-brain/

[5] Sebastianelli, L., L. Saltuari, et al. (2017). “How the brain can rewire itself after an injury: the lesson from hemispherectomy.” Neural regeneration research 12(9): 1426-1427.

[6] Nielsen, J. A., B. A. Zielinski, et al. (2013). “An evaluation of the left-brain vs. right-brain hypothesis with resting state functional connectivity magnetic resonance imaging.” PloS one 8(8): e71275.