ซึมเศร้า+วิตก-01

เทคนิคการจัดการภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลในวัยรุ่น

Print Friendly

ซึมเศร้า+วิตก-01

สาระจากกิจกรรมออนไลน์ New Learning Platform #6 หัวข้อ “เทคนิคการจัดการภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลในวัยรุ่น”
โดย อาจารย์ ดร.สมบุญ จารุเกษมทวี อาจารย์ประจำคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมก่อตั้งและนักจิตวิทยาประจำ Jai Center (The Center for the Minds)

เรียบเรียงโดย ทีม CELT


ซึมเศร้า+วิตก-02

ในประเทศไทยนอกจากการสอนหนังสือแล้วอาจารย์อาจจะต้องทำหน้าที่ดูแลนักศึกษาในคำปรึกษาในเรื่องทั่วไปอีกด้วย ปัจจุบันหลายงานวิจัยพบว่าผู้ที่มีภาวะซึมเศร้ามีจำนวนเพิ่มขึ้นคิดเป็น 16% ของจำนวนประชากร โดยที่อาจารย์อาจจะต้องรับมือกับเหตุการณ์เบื้องต้น เช่น สังเกต รับฟัง พูดคุยให้คำปรึกษา ดูแล รวมทั้งส่งต่อไปยังจิตแพทย์ ในบทความนี้จะพูดถึงนิยามของภาวะซึมเศร้า ภาวะวิตกกังวล รวมทั้งแนวทางรับมือเบื้องต้น

ซึมเศร้า+วิตก-03

ภาวะซึมเศร้า (Depression)

เป็นความผิดปกติทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นในบุคคลนั้น ๆ อาการของภาวะซึมเศร้าโดยมากมักจะเป็นไปในทางลบ เช่น รู้สึกซึม ไม่มีความสุข ไม่มีเรี่ยวแรง กิจกรรมที่เคยปฏิบัติในชีวิตประจำวันเริ่มลดน้อยลง ซึ่งอาการเหล่านี้อาจจะแสดงออกมาแตกต่างกันออกไปในแต่ละบุคคล โดยภาวะซึมเศร้านั้นจะมีอาการผิดปกติต่อเนื่องเป็นเวลานานอย่างน้อย 2 อาทิตย์ ส่วนภาวะซึม (moody) หรือเศร้า (sadness) ตามปกติ มักจะหายไปในเวลาอันรวดเร็ว

ซึมเศร้า+วิตก-04

ระดับของภาวะซึมเศร้า

ภาวะซึมเศร้านั้นสามารถแบ่งเป็นระดับได้หลายระดับ ได้แก่ ภาวะซึมเศร้าเล็กน้อย (Mild) ภาวะซึมเศร้าปานกลาง (Moderate) ภาวะซึมเศร้ารุนแรง (Severe) และภาวะซึมเศร้ารุนแรงมาก (Extremely severe) โดย ในหลายงานวิจัยพบว่า ภาวะซึมเศร้าระดับปานกลางนั้นจะมีอัตราความสำเร็จในการฆ่าตัวตายสูงที่กว่าแบบรุนแรง เนื่องจากยังมีเรี่ยวแรงที่จะสามารถทำร้ายตนเองอยู่ ทั้งนี้ผู้ให้คำปรึกษาหรือจิตแพทย์ จะประเมินระดับความรุนแรงของอาการได้จากแบบทดสอบทางจิตวิทยา

ซึมเศร้า+วิตก-05

ลักษณะอาการต่าง ๆ ของคนที่มีแนวโน้มเกิดภาวะซึมเศร้า

         ภาวะซึมเศร้านั้นจะมีลักษณะคล้ายกับภาวะซึม ภาวะเศร้า โดยบางครั้งอาจจะมีภาวะซึมเศร้าปะปนมาด้วย และในแต่ละบุคคลนั้นจะแสดงอาการแตกต่างออกไป ดังนี้

อาการหลัก

1. รู้สึกซึม หรือเศร้า หงอย เซื่องซึม หดหู่ (Feeling sad or having a depressed mood) โดยจะเกิดขึ้นเกือบตลอดทั้งวันและเป็นติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน อย่างน้อย 2 อาทิตย์

2. เริ่มสูญเสียความสนใจหรือความสุขกับกิจกรรมที่เคยชอบ (Loss of interest or pleasure in activities once enjoyed) ไม่ว่าจะเป็นกิจวัตรประจำวัน งานอดิเรกที่เคยชอบหรือสนใจ เช่น จากที่เคยออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอก็เลิกสนใจ และไม่อยากออกกำลังกายแล้ว เป็นต้น

อาการสอดแทรก

3. พฤติกรรมความอยากอาหารเปลี่ยนไป (Changes in appetite) คนที่เป็นภาวะซึมเศร้าอาจจะมีพฤติกรรมความอยากอาหารเปลี่ยนไป เช่น อาจจะกินน้อยลงหรือมากขึ้นกว่าเดิม เพราะรู้สึกเครียด ซึ่งไม่เกี่ยวข้องการการอดอาหารเพื่อควบคุมน้ำหนัก

4. มีปัญหาในการนอน (Trouble sleeping or sleeping too much) ภาวะนี้จะส่งผลให้เกิดความเครียดจนนอนไม่หลับ นอนหลับ ๆ ตื่น ๆ หรืออาจจะนอนมากเกินไป แต่ยังรู้สึกเหนื่อย พักผ่อนไม่เพียงพอ

5. รู้สึกหมดพลังงาน เหนื่อยล้าในชีวิต (Loss of energy or increased fatigue) ไม่อยากทำกิจวัตรประจำวัน หรือไม่อยากใช้ชีวิต ไม่อยากหายใจ หรือคิดว่าการหายใจก็รู้สึกเหนื่อย

6. ทำกิจกรรมหรือท่าทางที่ไร้จุดมุ่งหมาย (Increase in purposeless physical activity or slowed movements or speech) เช่น การไม่นั่งอยู่กับที่ การบีบมือ จังหวะการพูดหรือการเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนไป

7. รู้สึกว่าตัวเองไร้คุณค่า (Feeling worthless or guilty) โดยคนที่เป็นภาวะซึมเศร้าจะรู้สึกแย่หรือไม่ดีกับตัวเอง มักตำหนิตัวเอง

8. ไม่มีสมาธิ ตัดสินใจลำบาก (Difficulty thinking, concentrating or making decisions) บางคนอาจจะรู้สึกหงุดหงิด ไม่มีสมาธิ หรือรู้สึกว่าการตัดสินใจบางอย่างนั้นเป็นเรื่องยาก

9. คิดฆ่าตัวตาย (Thoughts of death or suicide) เมื่อมีอาการต่าง ๆ เป็นระยะเวลานาน ทำให้บางคนรู้สึกสิ้นหวัง อันจะนำไปสู่การฆ่าตัวตาย

โดยอาการที่กล่าวมานี้ จะต้องไม่เกิดจากผลข้างเคียงจากการรับประทานยา แอลกอฮอล์ หรือสารเสพติด ซึ่งผู้ใกล้ชิดควรสังเกตและแยกแยะสาเหตุของอาการผิดปกติดังกล่าวว่าเป็นภาวะซึมเศร้าหรือไม่

ซึมเศร้า+วิตก-06

ลักษณะความคิดของคนเป็นภาวะซึมเศร้า (The Cognitive Triad)

คนที่เป็นภาวะซึมเศร้ามีลักษณะความคิดอยู่ด้วยกัน 3 แบบ เรียกว่า The Cognitive Triad ซึ่งสามารถใช้สังเกตกระบวนการคิด การพูด และพฤติกรรมของตนเองหรือคนรอบข้างได้ หากมีลักษณะความคิดทั้ง 3 แบบนี้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน มักจะมีแนวโน้มเป็นภาวะซึมเศร้าได้ โดย The Cognitive Triad ประกอบด้วย 3 ลักษณะความคิด

ซึมเศร้า+วิตก-07

1. การตำหนิตนเอง คิดว่าตนเองไม่มีคุณค่า (Negative Self) คนที่เป็นภาวะซึมเศร้ามักจะมีความคิดแบบนี้เกิดขึ้นเป็นอันดับแรก โดยจะคิดว่าตัวเองไม่ดี ไร้ความสามารถ ไม่มีคุณค่า ซึ่งผู้ฟังควรสังเกตคำพูดที่ใช้ เพื่อระบุระดับความรุนแรงของภาวะซึมเศร้า ผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าระดับที่รุนแรง อาจใช้คำพูด เช่น ฉันเป็นคนไม่ได้เรื่องเลย แย่มาก ๆ หรือไร้ความสามารถที่สุด ส่วนระดับรองลงมา อาจใช้คำพูดเช่น ฉันรู้สึกยังไม่เก่งพอ รู้สึกไม่สบายใจเลย

ซึมเศร้า+วิตก-08

2. การตำหนิสภาพแวดล้อม (Negative Environment) โดยมองว่าสภาพแวดล้อมรอบข้างไม่ดี จะเริ่มตำหนิไม่พอใจทั้งสิ่งของ อาคาร สถานที่ สังคม หรือบุคคลรอบข้าง เช่น ประเทศไทยไม่ดี หรือพ่อแม่ไม่สามารถช่วยเหลือเขาได้ เป็นต้น

ซึมเศร้า+วิตก-09

3. มองอนาคตไม่ดี (Negative Future) โดยส่วนมาก คนที่มีภาวะซึมเศร้าจะเริ่มจากการตำหนิตนเอง สภาพแวดล้อม แล้วจึงนำเข้าสู่การมองอนาคตในแง่ลบ มองว่าอนาคตข้างหน้าแย่ ถึงทางตัน สิ้นหวัง เช่น ธุรกิจเดินต่อไม่ได้ สถานการณ์โควิดคงไม่มีทางออก เป็นต้น

ซึมเศร้า+วิตก-10

วงจรของภาวะซึมเศร้า (The Vicious cycle of depression)

คนที่มีภาวะซึมเศร้าจะมีอาการหรือพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเป็นวงจร ดังนี้

  1. มีเหตุการณ์หรือภัยร้ายเข้ามากระทบ (Increased guilt, hopelessness, ineffectiveness) เช่น เหตุการณ์โควิด อุบัติเหตุ ภัยพิบัติ ถูกตำหนิ มีการสูญเสียเกิดขึ้นกับตัวเขา
  2. เกิดอาการซึมเศร้า (Depression) โดยช่วงแรกอาจจะมีอาการซึมเฉย ๆ แล้วค่อยพัฒนาในทางที่แย่ลงไปเรื่อย ๆ
  3. เหนื่อยล้า (Low energy, fatigue, decreased interest) รู้สึกหมดพลังงาน หมดแรง เหนื่อยล้า หมดความสนใจสิ่งต่าง ๆ
  4. ลดกิจกรรม (Decreased activity, neglect of responsibilities) เมื่อรู้สึกเหนื่อยล้า จึงไม่อยากทำอะไร ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมต่าง ๆ หรือกิจวัตรประจำวันก็ตาม

วงจรเหล่านั้น ส่งผลให้ผู้ที่มีภาวะซึมเศร้ารู้สึกผิดหวังในตนเอง รู้สึกว่าตนเองไร้ค่า ตำหนิตนเอง จนเกิดเป็นวงจรไม่รู้จบ ดังนั้น เมื่อเข้าใจธรรมชาติของวงจรนี้แล้ว จะทำให้เราสามารถพาตัวเองหรือช่วยเหลือผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าอยู่หลุดพ้นจากวงจร ซึ่งในช่วงแรกอาจจะต้องฝืนตัวเองหรือหาทางชวนให้เขาฝืนตัวเอง เพื่อตัดวงจรนี้ออกไปให้หมด

ซึมเศร้า+วิตก-11

ความวิตกกังวล (Anxiety)

ความวิตกกังวล (Anxiety) เป็นปัญหาทางอารมณ์เช่นเดียวกับภาวะซึมเศร้า ทำให้ร่างกายแสดงออกโดยมักจะอยู่ในภาวะผ่อนคลายได้ยาก เกร็งกล้ามเนื้อ ซึ่งจะแตกต่างจากความกังวล (worry) ที่มีลักษณะการคิดวนไปวนมาโดยยังไม่แสดงอาการออกทางกาย เช่น เป็นกังวลกับเหตุการณ์โควิด แต่หากเริ่มมีอาการทางกาย เช่น เริ่มหาหน้ากากมาใส่สองชั้น มีอาการลุกลี้ลุกลนกับการล้างมือ นั่นหมายความว่าความกังวลนั้นเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความวิตกกังวล โดยมากคนที่เข้าสู่ภาวะความวิตกกังวลจะมีลักษณะ ดังนี้

1. อาการทางกาย (Physical) โดยร่ายกายจะอยู่ในภาวะผ่อนคลายได้ยาก ซึ่งมักจะพบอาการต่าง ๆ ทางร่างกาย เช่น มีอาการตัวสั่น อัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้น เหงื่อออก ท้องไส้ปั่นป่วน หงุดหงิด ลุกลี้ลุกลน นอนไม่หลับ หรือส่งผลไปยังระบบกล้ามเนื้อ มีการเกร็งกล้ามเนื้อ ทำให้มีอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดบ่า ปวดหลัง มากกว่าคนทั่วไป

ซึมเศร้า+วิตก-12

2. ปัจจัยทางด้านพฤติกรรม (Behavioral Factors) มีการหลีกหนี หลีกเลี่ยงสิ่งที่ตัวเองกลัว เช่น การนำเสนอหน้าชั้น ซึ่งการหลีกหนีจะช่วยลดความวิตกกังวลแบบชั่วคราว แต่จะส่งผลให้ความวิตกกังวลต่อสิ่งนั้นเข้มแข็งขึ้น ดังนั้น ผู้มีความวิตกกังวลควรฝึกฝนให้สัมผัสสิ่งที่กลัวเรื่อย ๆ ทีละเล็กละน้อย หรือค่อยเป็นค่อยไป เช่น ลองฝึกนำเสนอกับอาจารย์ หรือเพื่อนเป็นกลุ่มเล็ก ๆ เป็นต้น

ซึมเศร้า+วิตก-13

3. คิดถึงสิ่งเลวร้ายที่สุดที่สามารถเกิดขึ้นได้ (Cognitive) ผู้ที่มีความวิตกกังวล เมื่อพบเจอกับสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย จะคิดในเชิงลบก่อนเสมอ หากเกิดอยู่บ่อยครั้งอาจส่งผลให้มีอาการทางกายได้ในที่สุด

ซึมเศร้า+วิตก-14ซึมเศร้า+วิตก-15

ประเภทของความวิตกกังวล

  1. Panic disorder เป็นอาการที่ร่างกายเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน จากความวิตกกังวล โดยไร้การควบคุมหรือไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ใจเต้นแรง ลุกลี้ลุกลน หายใจไม่ออก เหงื่อออก กลัวที่จะทำอะไร
  2. Generalized anxiety disorder (GAD) คือโรคกังวลทั่วไป คนที่มีอาการนี้จะกังวลรู้สึกวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาหรือเหตุการณ์ทั่วไปในชีวิตประจำวันพร้อมกันหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องครอบครัว การงาน การเมือง การดำเนินชีวิตประจำวัน เป็นต้น
  3. Social anxiety เป็นอาการกลัวที่จะเข้าสังคม กลัวคนอื่นจะจับผิด ตำหนิ หรือมองตนเองไม่ดี ซึ่งผู้สอนเองมักพบอาการนี้กับนักศึกษา เช่น การให้นักศึกษาออกไปนำเสนอหน้าชั้นเรียน บางคนอาจมีอาการกลัว จนสามารถสังเกตได้จากอาการทางกายร่วมด้วย เช่น มีอาการตัวสั่น เหงื่อออก เป็นต้น
  4. Obsessive-compulsive disorder (OCD) คืออาการย้ำคิดย้ำทำ คนที่มีอาการนี้จะมีความคิดซ้ำ ๆ ที่ทำให้เกิดความกังวลใจ และทำพฤติกรรมซ้ำ ๆ เพื่อลดความกังวลใจที่เกิดขึ้นนั้น เช่น ทำการตรวจโรคซ้ำ ๆ แม้ผลจะออกมาแล้วก็พยายามจะไปตรวจใหม่เรื่อย ๆ เป็นต้น
  5. Posttraumatic stress disorder (PTSD) จะเป็นอาการกลัวสิ่งใด ๆ ที่เป็นผลจากเหตุการณ์ร้ายที่เคยเกิดขึ้นกับเขาโดยตรง จนส่งผลให้มีอาการทางร่างกาย เช่น ใจสั่น หลีกหนีต่อสิ่งนั้น เป็นต้น
  6. Specific phobias คืออาการที่กลัวอะไรบางสิ่งเป็นพิเศษ เช่น งู สัตว์มีพิษ วัว เข็ม เป็นต้น ซึ่งวิธีรักษาสามารถพิจารณาเบื้องต้นก่อนว่า สิ่งที่กลัวนั้นส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันหรือไม่ ซึ่งบางกรณีอาจจะเลือกใช้วิธีการหลีกเลี่ยงสิ่งนั้นแทนได้

ซึมเศร้า+วิตก-16

วงจรของความวิตกกังวล (Model of Panic)

ผู้ที่มีภาวะวิตกกังวลนั้นก็มีวงจรคล้ายคลึงกับภาวะซึมเศร้าเช่นเดียวกัน โดยเกิดจากการได้รับสิ่งกระตุ้นภายในหรือภายนอก (Internal Trigger/External Trigger) ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ทางร่ายกายหรือจิตใจบางอย่างที่เป็นแรงกระตุ้นทำให้เกิดความวิตกกังวล เช่น การจินตนาการถึงสิ่งที่กลัว  โรคระบาดที่เกิดขึ้น เป็นต้น ผู้ที่ภาวะวิตกกังวลจะตีความเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่พบเจอ เป็นภัยคุกคามต่อตนเอง (Perceived Threat) จนเกิดความวิตกกังวล (Anxiety) และแสดงออกทางกายหรือทางจิตใจ (Physical/Cognitive Symptoms) เช่น ใจเต้น ตัวสั่น เหงื่อออก ไม่มีสมาธิ  เป็นต้น จนกลายเป็นการตีความไปในเชิงลบ (Misinterpretation) จะเกิดความวิตกกังวลมากขึ้น วนเป็นวงจรไม่รู้จบ

ซึมเศร้า+วิตก-17

แนวทางการรับมือกับภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้าในวัยรุ่น

         สิ่งสำคัญที่สุดในการรับมือเบื้องต้น คือ อย่าพยายามตัดสินด้วยตนเองว่าใครเป็นหรือไม่เป็นภาวะซึมเศร้าโดยเด็ดขาดเพราะปัจจุบันประเทศไทยที่มีความเชี่ยวชาญนั้นคือจิตแพทย์ แต่เราสามารถรับมือตามหลักปฏิบัติ ดังต่อไปนี้

1. รับฟัง พูดคุย (Initial Interview/Conversation) ขั้นตอนการรับฟังนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการรับมือเบื้องต้นเพื่อให้คำปรึกษากับผู้มีภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล อาจารย์หรือคนให้คำปรึกษาต้องพยายามเริ่มต้นสร้างสัมพันธภาพ สร้างความไว้วางใจในการพูดคุยให้ได้ก่อน ซึ่งทักษะการรับฟังเป็นสิ่งสำคัญ ผู้ฟังต้องพยายามฟังเรื่องราวของตัวเขาจริง ๆ แล้วจึงสะท้อนความรู้สึกของผู้เล่า (Reflection) จับประเด็นพูดทบทวนสิ่งที่เขาเล่า (Restatement) สอบถามด้วยคำถามปลายเปิดเพื่อชวนให้เขาเล่าเพิ่มเติม (Open-ended questions) และใช้ภาษากายที่แสดงความห่วงใย (Non-verbal expressions)

ซึมเศร้า+วิตก-18

2. สอบถามเพิ่มเติม (Assessment) เมื่อสามารถทำขั้นตอนที่ 1 ได้เป็นเวลาสักระยะหนึ่ง เช่น รับฟังประมาณ 20-30 นาที จึงสามารถสอบถามโดยใช้คำถามปลายเปิดเพื่อชวนให้เล่าเพิ่มเติม และมุ่งเน้นไปยังอาการของเขาเพื่อประเมินว่าอาการอยู่ในระดับใด เช่น มีแนวโน้มที่จะฆ่าตัวตายหรือไม่ หากมีความเสี่ยงอาจจะต้องชักชวนไปหาจิตแพทย์ทันที แต่ถ้ายังไม่สามารถสร้างความไว้วางใจพูดคุยได้พบว่าโดยมากผู้เล่าจะไม่แสดงข้อมูลอาการออกมาตรง ๆ

ซึมเศร้า+วิตก-19

3 ชวนทำกิจกรรม (Interventions: Behavioral Techniques) เป็นการตัดวงจรของผู้มีภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล ซึ่งการจะทำวิธีนี้ได้ก็ต้องผ่านการพูดคุย รับฟังจนเกิดความไว้วางใจได้แล้วเช่นเดียวกัน

3.1 การชักชวน ขอร้องให้เขาทำกิจกรรม เป็นวิธีที่มักจะใช้กับผู้มีภาวะซึมเศร้า โดยหลักสำคัญคือการหากิจกรรมให้เขาทำหรือฝืนทำกิจกรรมบางอย่างเพิ่มขึ้น เพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า เช่น ชักชวนจัดบ้าน จัดเอกสาร ช่วยเหลือครูอาจารย์ ออกกำลังกาย เล่นกีฬา เป็นต้น โดยเฉพาะกิจกรรมที่เป็นการขอความช่วยเหลือจะได้ผลใกล้เคียงกับการทานยา แม้ช่วงแรกอาจจะเป็นการฝืนตัวเขา แล้วแสดงอาการหงุดหงิดออกมาก็ตาม ก็อาจจะต้องพยายามขอร้องให้เขาทำกิจกรรมเพิ่มขึ้น เมื่อจบกิจกรรมแล้วให้แสดงความขอบคุณ เพื่อให้เขารู้สึกมีคุณค่า และทำการนัดหมายในครั้งต่อไปอย่างต่อเนื่อง

ซึมเศร้า+วิตก-20

3.2 วิธีฝึกลมหายใจ เป็นวิธีการแก้ภาวะวิตกกังวล การตื่นตระหนก กลัว เกร็ง โดยใช้หลักการหายใจเข้าน้อยกว่าการหายใจออก โดยขึ้นกับแต่ละบุคคล เช่น หายใจเข้า 2 วินาทีหายใจออก 3 วินาทีหรือหายใจเข้า 3 วินาที หายใจออก 4 วินาที จากนั้นจึงชวนให้เขาสำรวจปฏิกิริยาของร่างกายตนเองที่เปลี่ยนไปว่ารู้สึกผ่อนคลายขึ้นหรือไม่ แล้วทำการจดบันทึกร่วมด้วยก็ได้

ซึมเศร้า+วิตก-21

3.3 ใช้คำถามปรับเปลี่ยนกระบวนการคิด โดยวิธีนี้จะขึ้นกับขั้นตอนที่ 1 เป็นสำคัญ ว่าจะสร้างความไว้วางใจได้หรือไม่โดยจะตั้งคำถามปลายเปิด เพื่อให้ได้เล่าความรู้สึก ความไม่สบายใจ ชวนปรับเปลี่ยนความคิดด้านลบ หรือสำรวจความคิดของตัวเขาเอง เพิ่มแรงใจในการดำเนินชีวิต

ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดภาวะโรคระบาดโควิด-19 ทำให้นักศึกษาต้องเรียนออนไลน์ ห่างจากสังคมมากขึ้น อยู่ตัวคนเดียวมากขึ้น ทำให้นักศึกษาอาจเกิดความเครียด วิตกกังวล หรือซึมเศร้าได้ ดังนั้นอาจารย์ควรมีการนัดพบปะพูดคุยกัน เพื่อสอบถามความรู้สึกกันทุกเดือนผ่านระบบออนไลน์เพิ่มเติมจากการสอนก็ได้ เพื่อให้คำปรึกษาและดูแลได้ทันท่วงที

ซึมเศร้า+วิตก-22

สาระจากกิจกรรมออนไลน์ New Learning Platform #6 หัวข้อ “เทคนิคการจัดการภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลในวัยรุ่น”

โดย อาจารย์ ดร.สมบุญ จารุเกษมทวี อาจารย์ประจำคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมก่อตั้งและนักจิตวิทยาประจำ Jai Center (The Center for the Minds)

วันพุธที่ 21 เมษายน 2564 เวลา 17.00-19.00 น.

ดูวิดีโอย้อนหลังได้ที่ https://bit.ly/3uzYBCr