บทความ growth mindset edit_Page

GROWTH MINDSET: Developing Intrinsic Motivation to learn

Print Friendly

บทความ growth mindset edit_Page

GROWTH MINDSET: Developing Intrinsic Motivation to learn
โดย คุณพัทธ์ดนัย ภูวจรูญกุล

ผู้ช่วยนักวิจัย ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมประสาทวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
(Neuroscience Center for Research & Innovation, Learning Institute, KMUTT)

เรียบเรียงโดย ทีม CELT


บทความ growth mindset edit_Page1

Growth Mindset คืออะไร?

Mindset คือ มุมมองทางด้านความคิดของตนเอง สามารถแบ่งได้ เป็น 2 ประเภท ได้แก่

  • Fixed mindset หมายถึง ความเชื่อที่ว่าทักษะ ความสามารถ ความฉลาด และบุคลิกภาพ ไม่สามารถพัฒนาต่อไปอีกได้
  • Growth mindset หมายถึง ความเชื่อที่ว่าทักษะ ความสามารถ ความฉลาด และบุคลิกภาพ สามารถฝึกฝนและพัฒนาต่อไปได้

บทความ growth mindset edit_Page2

จากงานวิจัยของ Carol Dweck แสดงให้เห็นว่า Growth Mindset สามารถพัฒนาได้ผ่าน 3 ปัจจัย ดังนี้

  • Efforts (ความพยายาม)
  • กลยุทธ์ (Strategies)
  • การหาแหล่งข้อมูลภายนอก (Help form Others)

บทความ growth mindset edit_Page3

Efforts (ความพยายาม)

ผู้ที่มี Growth Mindset เชื่อว่าการใช้ความพยายามและการฝึกฝน จะทำให้เขาเก่งขึ้น มีความสามารถมากขึ้น ส่วนผู้ที่มี Fixed Mindset เชื่อว่าแม้ว่าจะใช้ความพยายามมากแค่ไหน ทักษะ ความสามารถก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาได้มากนัก

บทความ growth mindset edit_Page4

กลยุทธ์ (Strategies)

ผู้ที่มี Growth Mindset จะแก้ไขปัญหาด้วยการทดลองกลยุทธ์ใหม่ ๆ ที่หลากหลาย เพื่อค้นหากลยุทธ์ที่ดีที่สุด ตรงข้ามกับผู้ที่มี Fixed Mindset จะแก้ไขปัญหาด้วยกลยุทธ์เดิม ๆ ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้สำเร็จได้ก็ตาม

บทความ growth mindset edit_Page5

การหาแหล่งข้อมูลภายนอก (Help form Others)

ผู้ที่มี Growth Mindset หากได้ลองใช้ความพยายามและเปลี่ยนกลยุทธ์แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เขาจะแสวงหาแหล่งข้อมูลภายนอกเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจากบุคคล หนังสือ หรืออินเทอร์เน็ต

แต่สำหรับผู้ที่มี Fixed Mindset จะไม่พยายามหาแหล่งข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อหาทางแก้ไขปัญหา

บทความ growth mindset edit_Page6

Carol Dweck และทีมวิจัย สนใจศึกษาเกี่ยวกับทัศนคติของวัยรุ่น เนื่องจากเป็นช่วงอายุที่มีการเปลี่ยนแปลงในการดำเนินชีวิต เช่น การเจริญเติบโตของร่างกาย ความคาดหวังของสังคมและคนรอบข้าง ความสามารถในการดูแลตนเอง เขาจึงได้ทำการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นจำนวน 300 คน โดยแบ่งนักเรียนออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลอง (Growth) และกลุ่มควบคุม (Control) เพื่อให้ Intervention (การแทรกแซง) ที่แตกต่างกัน

กลุ่มทดลอง (Growth) ให้เรียนรู้ว่าความเก่งและฉลาด เกิดจากการสร้างการเรียนรู้และประสบการณ์ ส่วนกลุ่มควบคุม (control) ให้เรียนรู้ว่าความเก่งเกิดจากการท่องจำ

Reference : https://www.mindsetworks.com/science/

บทความ growth mindset edit_Page7

การทดลองในครั้งนี้ใช้เวลา 8 สัปดาห์ หรือประมาณ 1 – 2 ภาคการศึกษา โดยในแต่ละสัปดาห์ Carol Dweck ได้ให้ Intervention ดังต่อไปนี้

สัปดาห์ที่ 1 – 2 นักเรียนทั้ง 2 กลุ่ม เรียนรู้เกี่ยวกับโครงสร้างและหน้าที่ของสมอง

สัปดาห์ที่ 3 – 4 นักเรียนกลุ่มทดลอง (Growth) อ่านออกเสียงบทความ “You Can Grow Your Intelligence” และปฏิบัติกิจกรรมที่ทำให้เห็นว่า การเรียนรู้ทำให้สมองเราฉลาดขึ้นได้อย่างไร ส่วนนักเรียนกลุ่มควบคุม Control ให้อ่านออกเสียงบทความ “Memory” และปฏิบัติกิจกรรมเพื่อฝึกกลยุทธ์การจำ

สัปดาห์ที่ 5 – 6 นักเรียนทั้ง 2 กลุ่ม ได้เรียนรู้ บทเรียนการต่อต้านเชิงลบเกี่ยวกับเพศและเชื้อชาติ ผ่านกิจกรรมและสื่อการสอน

สัปดาห์ที่ 8 – 9 นักเรียนกลุ่มทดลอง (Growth) อภิปรายเกี่ยวกับการเรียนรู้ทำให้สมองเราฉลาดขึ้นได้อย่างไร ส่วนนักเรียนกลุ่มควบคุม Control อภิปรายเกี่ยวกับปัญหาทางวิชาการและการประสบความสำเร็จ, ความพึงพอใจ รวมถึงถามคำถามเกี่ยวกับหน่วยความจำของสมอง

บทความ growth mindset edit_Page7

จะสังเกตได้ว่าแต่เดิมนักเรียนทั้ง 2 กลุ่ม มี GPA วิชาคณิตศาสตร์ใกล้เคียงกัน แต่หลังจากการให้ Growth Mindset Intervention ด้วยการให้นักเรียนเรียนออนไลน์เรื่องสมองมีความยืดหยุ่น สามารถเพิ่มประสิทธิภาพสมองจากการเรียนรู้และประสบการณ์ที่เข้มข้นมากขึ้น นักเรียนกลุ่ม Growth ที่ได้รับ Growth Mindset Intervention มี GPA วิชาคณิตศาสตร์ดีขึ้น และกลุ่ม Control ที่ไม่ได้รับ Growth Mindset Intervention มี GPA วิชาคณิตศาสตร์ที่แย่ลงกว่าเดิม

บทความ growth mindset edit_Page9
ต่อมา Carol Dweck และทีมวิจัย ได้ทำการวิจัยกับนักเรียนประมาณ 6,000 คน ในสหรัฐอเมริกา ด้วยการให้ Growth Mindset Intervention จากการให้ดูบทความและวิดีโอเกี่ยวกับการทำงานของสมองและการเพิ่มศักยภาพของสมองด้วยการฝึกฝน ซึ่งใช้เวลาเรียนน้อยกว่า 1 ชั่วโมง และจากการวิจัยพบว่าการให้ Growth Mindset Intervention ส่งผลให้ GPA ของนักเรียนเพิ่มขึ้น

Yeager et al., 2019 : https://www.nature.com/articles/s41586-019-1466-y.pdf

บทความ growth mindset edit_Page10

ทำไม Growth Mindset จึงมีความสำคัญต่อการเรียนรู้?

โดยปกติแล้วการเรียนรู้จะมี 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่

1. Attention (ความสนใจ) เป็นส่วนหนึ่งของทัศนคติ เมื่อเรามีความรู้สึกในทางที่ดีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จะก่อให้เกิดทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ ซึ่งส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมในทางที่ดีขึ้นต่อวิชา หรือความรู้นั้นๆ
เช่น เด็กสนใจวิชาวิทยาศาสตร์ จะเข้าเรียนทุกชั่วโมงและใช้เวลาส่วนใหญ่ไปเพื่อวิชานี้มากกว่าอย่างอื่น ความสนใจของแต่ละบุคคลจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับความต้องการ ความถนัด รวมทั้งสภาพแวดล้อม
2. Active Engagement (การสร้างความผูกพันแบบมีส่วนร่วม) พฤติกรรมการมีส่วนร่วมในสิ่งที่ตนเองสนใจตามความต้องการ หรือความถนัด
3. Error Feedback (การเรียนรู้จากข้อผิดพลาด) ความผิดพลาด หรือข้อแนะนำ นำมาใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาให้ดีขึ้น รวมถึงการเข้าใจปัญหาได้ดีขึ้น
4. Consolidation (การรวบรวม) กระบวนการจัดระเบียบของสมอง จากฝึกฝนบ่อย ๆ จนทำให้ทักษะกลายเป็นอัตโนมัติ (หรือ พฤติกรรม หรือ นิสัย) มากขึ้น เช่น การปั่นจักรยาน การทำงานฝีมือ แกะสลัก การเป็นนักกีฬา เป็นต้น

Growth Mindset ได้เข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากกับ 3 ส่วนปัจจัยแรก ได้แก่ Attention, Active Engagement และ Error Feedback

บทความ growth mindset edit_Page11

อีกหนึ่งงานวิจัยพบว่า ขณะที่อาสาสมัครผู้ที่มี Fixed Mindset และ Growth Mindset ได้รับข้อผิดพลาดจากการกระทำบางอย่าง (Error Feedback) การตอบสนองของสมองผู้ที่มี Fixed Mindset จะเป็นสีเขียว หมายถึง สมองไม่เปิดรับข้อมูลใด ๆ ส่วนผู้ที่มี Growth Mindset ภายในสมองจะเป็นสีส้ม หมายถึง สมองที่เต็มไปด้วยความคิดเพื่อหาข้อผิดพลาด (Error) และหนทางแก้ไขปัญหา

Reference (Mangels, Butterfield, Lamb, Good, & Dweck,2006) : https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC1838571/

บทความ growth mindset edit_Page12

จุดเริ่มต้นของ Growth Mindset

Haimovitz & Dweck ได้ทำการวิจัยและค้นพบว่า “Growth Mindset” เป็นสิ่งที่ถูกปลูกฝังมาจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ เนื่องจากในวัยเด็ก เราสามารถมองเห็นพฤติกรรมที่ชัดเจนของการแสดงออกของพ่อแม่เมื่อเราทำผิดพลาด

พ่อแม่ที่มี Fixed Mindset จะมีมุมมองว่าความล้มเหลวนั้นคือความผิดพลาด เพราะเชื่อว่าทักษะความสามารถของเด็กไม่สามารถพัฒนาได้ จึงมีการพูดคุยกับเด็กในเชิงคุณลักษณะ (Performance) เช่น ทำไมลูกถึงไม่เก่ง ทำไมลูกถึงอ่อนแอ เป็นต้น

ส่วนพ่อแม่ที่มี Growth Mindset จะมีมุมมองต่อความล้มเหลวเป็นเรื่องปกติ มองว่าความล้มเหลวคือประสบการณ์ และให้ความสำคัญกับกระบวนการเรียนรู้มากกว่าผลลัพธ์ของการเรียนรู้ จึงนำไปสู่หนทางในการแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น

Haimovitz & Dweck, 2016 : https://www.researchgate.net/publication/301646732_What_Predicts_Childrens_Fixed_and_Growth_Intelligence_Mind-Sets_Not_Their_Parents_Views_of_Intelligence_but_Their_Parents_Views_of_Failure

บทความ growth mindset edit_Page13

วีธีสร้าง Growth Mindset

จากงานวิจัยของ Gunderson พบว่าประเภทของ “คำเชยชม” ที่พ่อแม่ใช้กับเด็กอายุ 1 – 3 ขวบ มีผลต่อการเติบโตทางความคิดของเด็กในอีก 5 ปีข้างหน้า

รูปแบบคำชมเชยที่ยกย่องถึงความสามารถในตัวเด็ก เช่น เก่งจังเลย ฉลาดมากเลย ฯลฯ อาจทำให้เด็กเข้าใจว่าตนเองเก่งแล้ว ฉลาดแล้ว ซึ่งคำชมเชยลักษณะนี้เป็นการตีกรอบความคิดในการพัฒนาของเด็กได้ในอนาคต (Fixed Mindset)

บทความ growth mindset edit_Page14

ส่วนรูปแบบคำชมเชยที่ส่งผลให้เกิดกระบวนการคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) คือรูปแบบคำชมดังต่อไปนี้

  • คำชมเชยที่กล่าวถึงความพยายาม (Effort) เช่น การที่ลูกสอบได้ที่ 1 แสดงว่าลูกมีความพยายามอย่างมาก
  • คำชมเชยที่กล่าวถึงกลยุทธ์หรือวิธีการ (Strategies) เช่น การที่เทอมนี้ลูกทำคะแนนได้ดีกว่าเทอมที่แล้ว แสดงว่าลูกปรับเปลี่ยนวิธีหรือวางแผนในการอ่านหนังสือได้ดี
  • คำชมเชยที่กล่าวถึงการหาแหล่งข้อมูลภายนอก (Help form others) เช่น เทอมนี้ลูกได้คะแนนวิชานี้เยอะกว่าเทอมที่แล้ว แสดงว่าลูกได้ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม จากแนวข้อสอบ ห้องสมุด หรืออินเทอร์เน็ต

Gunderson et al., 2013 : https://www.researchgate.net/publication/235519011_Parent_Praise_to_1-_to_3-Year-Olds_Predicts_Children’s_Motivational_Frameworks_5_Years_Later

บทความ growth mindset edit_Page15

Rattan, Good & Dweck ได้ศึกษาวิจัยและพบว่า รูปแบบของคำชมเชย มีผลต่อความพยายามแก้ไขปัญหาของเด็ก

Trial 1 ในขั้นเริ่มต้นของงานวิจัย เขาได้แบ่งเด็กออกเป็น 2 กลุ่ม และได้มอบโจทย์ปัญหาให้กับเด็ก ซึ่งเด็กทั้ง 2 กลุ่ม สามารถแก้โจทย์ปัญหาได้จำนวนใกล้เคียงกัน หลังจากนั้นเขาได้ให้คำชมเชยเด็กทั้ง 2 กลุ่มในรูปแบบแตกต่างกัน ดังนี้

1) เด็กกลุ่มที่ ได้รับ Praising for Intelligence  ชื่นชมสติปัญญา เช่น เก่งมาก เมื่อพบอุปสรรคหรือความล้มเหลว จะล้มเลิกและลดละการแก้ไขปัญหา

2) เด็กกลุ่ม  Praising for Effort ชื่นชมที่กระบวนการเรียนรู้ เช่น มีความพยายามดีมาก เมื่อเผชิญอุปสรรคหรือความล้มเหลว จะพยายามหาทางแก้ไข และต่อสู้กับอุปสรรค

Failure หลังจากนั้น เขาได้มอบโจทย์ที่ยากและท้าทายมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เด็กทั้ง 2 กลุ่ม ได้เผชิญกับความล้มเหลว

Trail 3 ผลการทดลองพบว่า เมื่อเด็กได้เผชิญกับความล้มเหลว เด็กกลุ่ม Intelligence Praise ได้ลดละความพยายามแก้ไขปัญหา ทำให้แก้ไขปัญหาได้น้อยลง ส่วนเด็กกลุ่ม Effort Praise มีความมุ่งมั่นและพยายามในการแก้ไขปัญหา จนสามารถแก้ไขปัญหาได้จำนวนมาก แม้ว่าโจทย์ปัญหานั้นจะยาก และเขาได้พบกับความล้มเหลวมาแล้วก็ตาม

Rattan, Good & Dweck, 2012 : https://www.mindsetworks.com/science/teacher-practices

บทความ growth mindset edit_Page16

Rattan, Good, & Dweck พบว่า การที่พ่อแม่หรือครู ใช้คำชมเชยแบบ “โอ๋” (Comfort Praise) จะส่งผลต่อกระบวนการคิดของเด็ก

พ่อแม่ที่มี Fixed Mindset จะมีแนวโน้มในการใช้คำชมแบบโอ๋กับเด็ก เมื่อเด็กเจอความท้าทาย หรือยากลำบาก เช่น เด็กการทำการบ้านหรือข้อสอบไม่ได้ แล้วพ่อแม่พูดคุยกับเด็กว่า ไม่เป็นไร ทำดีที่สุดแค่นี้แหละ, ที่ทำไม่ได้เพราะไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้หรือเหมาะกับสิ่งนี้ เป็นต้น ซึ่งการชมลักษณะนี้ทำให้เด็กเกิดความเชื่อว่า ทักษะ ความฉลาด ความสามารถ ไม่สามารถพัฒนาได้อีกต่อไป
ในขณะที่ พ่อแม่ที่มี Growth Mindset จะใช้คำชมหรือให้คำแนะนำโดยเน้นที่กลยุทธ์ (Strategies) เช่น ไม่เป็นไร คราวหน้าอาจจะต้องขยันมากขึ้น หรือเตรียมตัวแต่เนิ่น ๆ เป็นต้น ซึ่งจะเป็นการสร้างความคิดให้เด็กหาแนวทางในการพัฒนาต่อไป

บทความ growth mindset edit_Page17

ซึ่งรูปแบบคำแนะนำ (Feedback) ที่แตกต่างกัน จะมีผลต่อเด็กในการสร้างแรงจูงใจ (Motivation) ต่อการพัฒนาตนเองในอนาคต ดังแสดงในกราฟแท่งของ Student’s Motivation to Improve จะเห็นว่า เด็กที่ได้รับ Strategy Feedback จะมีแรงจูงใจในการพัฒนาตนเองมากกว่าเด็กที่ได้รับ Comfort Feedback

ครูที่มี Fixed Mindset จะให้คำแนะนำแบบโอ๋ ส่วนครูที่มี Growth Mindset จะให้คำแนะนำในเชิงกลยุทธ์ นักเรียนที่ได้คำแนะนำแบบโอ๋ จะมีแรงกระตุ้นในการเรียนที่ต่ำกว่านักเรียนที่ได้รับคำแนะนำในเชิงกลยุทธ์

นอกจากนี้ ผู้ปกครองสามารถปลูกฝังให้เด็กมี Growth Mindset โดยให้เด็กอ่านบทความเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสมองหรือวิทยาศาสตร์ทางสมอง ซึ่งจะส่งผลให้เด็กเกิดความอยากเรียนรู้ สนุกที่จะเจอความท้าทาย และเปิดรับข้อเสนอแนะจากข้อผิดพลาด

บทความ growth mindset edit_Page18

Growth Mindset มีอิทธิพลอย่างไรในระบบการศึกษา

ในช่วงปี ค.ศ.1760-1840 ยุโรป อังกฤษ และอเมริกา ได้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมขึ้น โดยเปลี่ยนรูปแบบการผลิตจากการผลิตด้วยมือ (Handmade) เป็นการผลิตในโรงงาน (Factory) มากขึ้น และมีการควบคุมคุณภาพในการผลิต (Quality Control (QC), Quality Assurance(QA))  อันเป็นไปตามรูปแบบที่เรียกว่า “Factory Model”

บทความ growth mindset edit_Page19

จากนั้น Factory Model ได้ส่งผลกระทบกับภาคการศึกษาด้วยเช่นกัน ส่งผลให้มีการจัดระบบการศึกษา เริ่มมีโรงเรียนที่มีการสอนฉพาะทาง เฉพาะกลุ่ม และมีเกณฑ์วัดผล เพื่อควบคุมคุณภาพ ตัวอย่างเช่น ประเทศไทย เด็กผู้ชายจะเรียนที่วัด (Temple) ส่วนเด็กผู้หญิงจะเรียนเย็บปักถักร้อยและทำอาหารที่บ้าน จาก Factory Model ดังกล่าว ทำให้เกิดการมีโรงเรียนอย่างเป็นทางการ (Formal School) และมีเกณฑ์การวัดผลคะแนน (Grading) เพื่อบ่งบอกว่า เด็กที่จบการศึกษานั้นจะต้องมีคุณภาพเช่นไร เป็นเด็กที่เก่งหรือไม่เก่งในด้านใด ระดับใด เป็นต้น

บทความ growth mindset edit_Page22

มาตรฐานการศึกษาและระบบคัดเลือก แบบ Fixed Mindset

ทฤษฎีการเรียนรู้ “Behaviorism” นั้นส่งผลต่อการคัดเลือกเด็กเพื่อเข้ารับการศึกษา เนื่องจากในสมัยนั้น ทรัพยากรการเรียนมีอยู่จำกัดจึงต้องเกิดการคัดเลือก เพื่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุด
โดยมีแนวคิดที่ใช้ในการคัดเลือกผู้เรียน ดังนี้
1. จากทฤษฎีการเรียนรู้ จึงสันนิษฐานได้ว่า ศักยภาพของเด็กเป็นสิ่งที่ตายตัว (fixed) และจะเป็นแบบนั้นไปทั้งชีวิต
2. กลุ่มเด็กที่เก่งจะได้รับโอกาสเข้าเรียนในสถานศึกษามากกว่าเด็กที่ไม่เก่ง
3.ให้ความสำคัญกับคะแนนการทดสอบ IQ และความถนัด
แต่ความจริงแล้วค่าความฉลาด (IQ) สามารถพัฒนาและเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับตัวแปรของสภาพสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น ครอบครัว เศรษฐานะของครอบครัว มลภาวะ สารอาหารที่ได้รับในวัยเด็ก การถูกทำร้าย การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือความเครียด

บทความ growth mindset edit_Page20

เมื่อ 100-200 ปีก่อน นักวิทยาศาสตร์ไม่ทราบถึงหลักการทำงานของสมองมากนัก การศึกษาจึงใช้วิธีการสังเกตพฤติกรรมและความสัมพันธ์ระหว่างสมองกับการเรียนรู้

โดยมีนักจิตวิทยาที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันออกเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มที่ 1 นักจิตวิทยาจำนวนหนึ่ง มีความเชื่อว่า ความฉลาดของมนุษย์ (IQ)  สามารถพัฒนาได้

โดย Alfred Binet นักจิตวิทยาชาวฝรั่งเศส ได้คิดค้น IQ TEST เพื่อทดสอบเชาว์ปัญญาของเด็กแต่ละคน โดยเป้าหมายของเขาคือการสร้างการเรียนรู้ที่เหมาะสมแก่กลุ่มเด็กที่มี IQ ต่างกันนี้

เช่นเดียวกับ John Dewey ที่เชื่อว่าความฉลาดสามารถพัฒนาได้และถูกสร้างได้อยู่ตลอดเวลา จากการเปิดใจที่จะเรียนรู้และปรับตัว

กลุ่มที่ 2 นักจิตวิทยาที่มีความเชื่อว่า ความฉลาด (IQ) เป็นสิ่งที่พัฒนาไม่ได้ มนุษย์เกิดมามี IQ เท่าใดก็จะมีแบบนั้นไปตลอดชีวิต

Lewis Terman มีความเชื่อว่าคนที่ไม่ฉลาดก็จะไม่ฉลาดตลอดชีวิต ส่วนคนที่ฉลาด เขาก็จะฉลาดตลอดชีวิตเช่นเดียวกัน

Edward Thorndike กล่าวว่า คนที่ฉลาดและเก่งมีหน้าที่ในการมีลูกและเลี้ยงลูกเป็นอย่างดี ส่วนคนที่ไม่ฉลาดและไม่เก่ง เขาควรป้องกันการมีลูก เพื่อไม่ให้ยีนส์ถ่ายทอดออกไป เพื่อเป็นการคัดเลือกเด็กที่จะเติบโตขึ้นมาในอนาคต

จากความคิดเห็นที่แตกต่างนี้ เกิดการพัฒนาแนวคิดต่อยอดกลุ่มที่ 1 ที่ว่าด้วยความฉลาดของมนุษย์สามารถพัฒนาได้ ด้วยการสนับสนุนจากทฤษฎีการเรียนรู้แบบ Behaviorism

บทความ growth mindset edit_Page21

ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม “Behaviorism”

John Watson และ Burrhus Skinner ได้กล่าวไว้ว่ากระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์เกิดจากการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนอง จนแสดงออกเป็นพฤติกรรม โดยเขาได้ทดลองนำหนูเข้าไปไว้ในเขาวงกต และให้สิ่งเร้าหรือรางวัลที่ต่างกันในแต่ละเส้นทาง เมื่อหนูวิ่งไปทางเส้นทางที่มีไฟฟ้าช็อต ก็จะทำให้หนูเกิดการเรียนรู้และจดจำว่าไม่ควรวิ่งไปเส้นทางนั้นอีก

จากการทดลองดังกล่าวทำให้ John Watson และ Burrhus Skinner เชื่อว่ามนุษย์อาจจะมีกระบวนการเรียนรู้ที่ขึ้นอยู่กับสิ่งเร้าและการตอบสนองเช่นเดียวกัน โดยการทดลองนี้ยังไม่สามารถพิจารณาถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจจะมีส่วนเกี่ยงข้อง ไม่ว่าจะเป็น แรงจูงใจ ความสนใจ หรือความเชื่อ เนื่องจากในยุคนั้น การศึกษาในมนุษย์ยังไม่แพร่หลาย สืบเนื่องด้วยเรื่องจริยธรรมและศีลธรรม การศึกษาส่วน ใหญ่จึงเป็นการทดลองในสัตว์  ซึ่งแท้จริงแล้วปัจจัยเหล่านี้ก็สามารถส่งผลต่อกระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์เช่นเดียวกัน

บทความ growth mindset edit_Page23

โดยงานวิจัยของ Winship & Korenman พบว่า ค่าความฉลาด (IQ) ของเด็กโดยเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2.7 – 4.5 คะแนน ในทุก ๆ 1 ปี ซึ่งทำให้เห็นว่า IQ ของเด็กสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ดังนั้นจึงไม่สามารถใช้คะแนนจาก IQ TEST มาเป็นตัวชี้วัดในการคัดเลือกเด็กเข้าเรียน

บทความ growth mindset edit_Page24

Pietschnig and Voracek ได้มีการเก็บผลค่าความฉลาด (IQ) ของประชากรจากทุกทวีปทั่วโลก และพบว่าในระยะเวลา 100 ปี ค่าความฉลาด (IQ) ของประชากรทุกทวีปมีสถิติที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นผลมาจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น มนุษย์มีสุขภาพที่ดีขึ้น ได้รับการศึกษามากขึ้น โลกมีความซับซ้อนมากขึ้นจึงทำให้ต้องมีการใช้ความคิดมากขึ้น

จะเห็นได้ว่า ค่าความฉลาด (IQ) เป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงและพัฒนาได้  เราจึงไม่สามารถใช้ค่าความฉลาด (IQ) เพียงอย่างเดียว เพื่อวัดความสามารถของผู้เรียน (Mental abilities)

Pietschnig and Voracek, 2015 : https://ourworldindata.org/intelligence

บทความ growth mindset edit_Page25

สาระจากกิจกรรม Brain science seminar ครั้งที่ 5 หัวข้อ ” Growth Mindset: Developing Intrinsic Motivation to Learn”

โดย

พัทธ์ดนัย ภูวจรูญกุล ผู้ช่วยนักวิจัย ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมประสาทวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

ในวันพฤหัสบดีที่  25 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 13.30-14.30 น.

จัดโดย Neuroscience Center for Research and Innovation (NX) ร่วมกับ ศูนย์ CELT

ดูวิดีโอย้อนหลังได้ที่ https://bit.ly/3gla05k