การควบคุมกล้องเบื้องต้น

การถ่ายวีดีโอหรือภาพนิ่งให้สวยงามนั้น นอกจากการรู้เรื่ององค์ประกอบศิลป์เรื่องต่างๆแล้ว การรู้จักกล้องที่มีอยู่และควบคุมให้ทำงานได้ดั่งใจก็เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งค่าพื้นฐานของกล้องนั้นมีดังต่อไปนี้

Speed Shutter(S)-ความเร็วชัตเตอร์

ความเร็วชัตเตอร์ คือ ระยะเวลาที่กล้องควบคุมให้แสงผ่านไปยังเซ็นเซอร์ หรือ ระยะเวลาเปิด-ปิดม่านชัตเตอร์ โดยจะมีหน่วยเป็นวินาที จะมีผลต่อการจับความเคลื่อนไหวของตัวแบบ ดังภาพ

camera-control01

ถ้าหากใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่สูง(เสี้ยววินาที)จะสามารถจับการเคลื่อนไหวได้ชัด และนิ่ง  แต่การใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่ต่ำ จะทำให้การเคลื่อนไหวนั้นเบลอ ดังนั้นควรเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์ให้เหมาะสมกับงาน

นอกจากจะใช้จับความเคลื่อนไหวแล้ว การใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่สูงมากๆในการถ่ายภาพ จะส่งผลให้ภาพมืดเพราะมีเวลารับแสงน้อย ตรงกันข้ามถ้าใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่ต่ำภาพก็จะสว่างขึ้น ดังนั้นทุกครั้งที่ทำการปรับความเร็วของชัตเตอร์ จะต้องคำนึงถึงความสว่างของภาพที่ต้องการด้วย

Tip
-ในกรณีกล้องวีดีโอจะคล้ายกับกล้องถ่ายภาพนิ่ง เพราะกล้องวีดีโอนั้นเป็นการนำเอาภาพนิ่งมาเรียงต่อกัน (frame per second) ดังนั้นการตั้งค่าความเร็วชัตเตอร์ควรสอดคล้องกับค่า frame per second (fps) โดยมากจะใช้ค่าใกล้เคียงกับ 2 เท่าของ fps เช่น 30 fps ค่าความเร็วชัตเตอร์ที่ เหมาะสม จะอยู่ที่ประมาณ 1/60 วินาทีแต่ถ้าใช้ความเร็วที่ต่ำเกินไปวีดีโอก็จะเกิดการเบลอและภาพของตัวแบบจะซ้อนกันอยู่
-ในกรณีที่ถ่ายวีดีโอในสตูหรือในอาคาร ไฟฟลูออเรสเซนต์ จะมีความถี่ที่ 50Hz (หลอดไฟจะกระพริบที่ 50ครั้ง/วินาที) การใช้ชัตเตอร์ที่เร็วเกินค่าดังกล่าว จะทำให้ภาพมีการกระพริบขึ้น (มีแถบๆกระพริบๆขึ้นในวีดีโอ) ดังนั้นหากใช้ค่าความเร็วชัตเตอร์ ไม่เกิน 1/50 วินาที จะทำให้การกระพริบนี้หายไป ในกรณีที่ถ่าย จอคอมพิวเตอร์หรือทีวีก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้

Aperture(F)-ค่ารูรับแสง

หน้าที่ของรูรับแสงนั้นจะเกี่ยวข้องกับปริมาณแสงที่ผ่านเลนส์มายังเซ็นเซอร์กล้องโดยตรง ถ้ารูรับแสงกว้างก็จะได้ปริมาณแสงเยอะ ก็จะได้ภาพที่สว่าง และถ้ารูรับแสงเล็กลงเรื่อยๆภาพก็จะมืดลงเช่นกัน

โดยรูรับแสงที่กว้างนั้นจะแทนด้วยค่าตัวเลขที่น้อย (F1.4,1.8)  ส่วนรูรับแสงแคบจะแทนด้วยตัวเลขที่มากขึ้น

camera-control02

นอกจากปริมาณของแสงแล้วตัวเลขนี้ยังมีผลกับค่า Depth of field(DOF) หรือ “ช่วงระยะชัด” บางคนอาจจะเรียกว่า “ค่าชัดตื้น-ชัดลึก” โดยรูรับแสงที่กว้าง(เลขน้อย)จะมีช่วงระยะชัดที่แคบ และเพิ่มมากขึ้นตามตัวเลข  โดยจะเห็นว่าฉากหลังจะเบลอขึ้นเมื่อรู้รับแสงกว้างขึ้น

camera-control03

นอกจากนี้การปรับค่ารูรับเสงให้กว้างขึ้น(ตัวเลขน้อยๆ) ในขณะที่ต้องการให้ภาพสว่างเท่าเดิม จะทำให้เราสามารถเพิ่มค่าความเร็วชัตเตอร์ได้อีกด้วย

Tip:
-สมัยก่อนค่ารูรับแสงนั้นมักจะแคบลง(เลขมากขึ้น)เป็นจำนวนประมาณเท่าเสมอ โดยเริ่มจากค่า F1.4 และ 2 ซึ่งปริมาณแสงที่เข้ามาก็จะเป็นจำนวนเท่าเช่นกัน แต่ปัจจุบันมีการแบ่งตัวเลขของรูรับแสงละเอียดมายิ่งขึ้น แต่การคำนวนปริมาณแสงจะใช้ค่าที่แสดงในภาพคร่าวๆได้

ค่าความไวแสงISO

คือค่าความไวแสงของกล้อง  ISO ย่อมาจาก “International Organisation for Standardisation” ซึ่งหมายถึงส่วนประกอบที่กำหนดมาตรฐานสากล ในการถ่ายภาพดิจิตอล จะใช้ในการกำหนดความไวต่อแสงของเซนเซอร์กล้อง การเพิ่มค่า ISO นั้นจะเป็นการเพิ่มระดับความไวต่อแสง ตัวอย่างเช่น การถ่ายภาพในที่แสงน้อย จะทำให้ไม่สามารถจับการเคลื่อนไหวได้ทัน หรือต้องใช้แฟลชหรือแสงอื่นๆเข้าช่วย ดังนั้นการเพิ่มค่าความไวแสงจะทำให้สามารถจับการเคลื่อนไหวได้ดีขึ้นในขณะที่ภาพมีความสว่างเท่าเดิม และไม่ต้องใช้แสงเสริมหรือเข้าช่วย

การเพิ่ม ISO จะทำให้ความเร็ซชัตเตอร์เพิ่มขึ้น

การเพิ่มความไวแสง ISO เป็นการเปิดให้เซนเซอร์ภาพรับเอาปริมาณแสงได้มากในเวลาอันสั้น ทำให้ใช้งานชัตเตอร์ความเร็วสูงกว่าเมื่อตั้งค่าความไวแสง ISO ต่ำ

จุดรบกวน(Noise)จะปรากฏตามระดับความไวแสง ISO

เมื่อถ่ายด้วยความไวแสง ISO สูง กล้องมักจะมีจุดรบกวนเกิดขึ้นบนภาพ เพราะการทำงานของกล้องดิจิตอลเสมอ โดยระดับของจุดรบกวนที่ยอมรับได้นั้นจะแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล

camera-control04

White Balance

White Balance หรือสมดุลแสงขาว เป็นกระบวนการชดเชยค่าสีของกล้อง ที่เกิดจากความแตกต่างกันของอุณหภูมิสีของแสง เพื่อให้ได้ภาพที่มีสีสันที่ถูกต้องไม่ผิดเพี้ยน  โดยมากจะสังเกตุวัตถุที่มีสีขาว ที่ไม่ใช่แหล่งกำเนิดแสง ซึ่งค่าอุณหภูมิสีโดยทั่วไปมีดังนี้

camera-control05

ซึ่งการแก้ค่าในภายหลังแม้ว่าจะสามารถทำได้แต่ก็จะทำให้ไฟล์ที่ถ่ายมาเสียไปด้วยเช่นกัน ดังนั้นการถ่ายงานในแต่ละครั้งจึงควรตั้งค่าสีให้ถูกต้องหรือผิดเพี้ยนน้อยที่สุด

Tip:
-บางครั้งการแก้สีสันให้ไม่ผิดเพี้ยน ก็อาจจะได้ภาพที่ไม่สวยงาม ดังนั้นการถ่ายงานบางครั้งการย้อมสีให้ WB ผิดเพี้ยนไปเพื่อให้ได้ภาพตามที่ต้องการก็ได้

การวัดแสงและชดเชยแสง

การที่จะถ่ายภาพหรือวิดีโอให้ออกมาพอดี ไม่มืดหรือสว่างเกินไปเราจำเป็นต้องทำการวัดแสงก่อนทุกครั้ง และในกล้องปัจจุบันจะมีระบบวัดแสงมาให้ด้วยเสมอ สำหรับกล้องถ่ายภาพ DSLR การกดชัตเตอร์ลงครึ่งนึงนอกจากเป็นการโฟกัสภาพแล้วยังเป็นการวัดค่าแสงไปด้วย และสำหรับกล้องที่มีจอ LCD จะยิ่งสามารถมองเห็นได้ตลอดเวลาว่าภาพจะมีลักษณะเช่นไร ระบบวัดแสงแบบต่างที่มีอยู่ในกล้อง DSLR มีดังนี้ ระบบวัดแสงแบบเฉลี่ย

ระบบวัดแสงแบบเฉลี่ยหนักกลาง และระบบวัดแสงแบบเฉพาะจุด

camera-control06

ระบบวัดแสงแบบเฉลี่ย คือ กล้องจะเป็นภาพออกเป็นส่วนๆ แล้วทำค่าแสงจากแต่ละส่วนนั้นมาหาค่ากลาง และแสดงผลออกมา โดยมากจะใช้กับภาพที่ไม่มีความแตกต่างของแสงมากนัก หรือต้องการความเร็วในการถ่ายไม่ได้ต้องการวัดแสงละเอียดมากนัก

Tip:
-กล้องถ่ายภาพที่มีในมือถือ และกล้องคอมแพค ส่วนใหญ่จะใช้ระบบนี้กันเป็นหลัก

ระบบวัดแสงแบบเฉลี่ยหนักกลาง คือ การที่กล้องหาค่าแสงกลางจากทั้งภาพ แต่จะให้น้ำหนักของส่วนตรงกลางภาพมากกว่าส่วนอื่นๆ ระบบนี้เหมาะสำหรับการถ่ายภาพที่ให้ความสำคัญกับส่วนตรงกลางของภาพ เช่น การถ่ายภาพบุคคล

ระบบวัดแสงแบบเฉพาะจุด คือ การที่กล้องนำค่าแสงจากพื้นที่เล็กๆประมาณ 3-5 เปอร์เซ็นต์ในช่องมองภาพ มาแสดงผล โดยจะเหมาะกับภาพที่มีความเปรียบต่างของแสงสูง (Contrast) เช่นภาพย้อนแสง ภาพซิลูเอท

หลักการทำงานของกล้องนั้น จริงๆแล้วกล้องถ่ายภาพจะไม่สามารถบอกได้ว่าวัตถุเป็นสีอะไร โดยจะทำได้เพียงจำแนกได้ว่าวัตถุนั้นดำหรือขาว ดังภาพด้านล่าง โดยค่ากลางระหว่างดำ-ขาวนี้จะถูกเรียกว่าค่าเทากลาง 18% เทียบเท่าแถบชดเชยแสงของกล้องที่เลข 0  และจะใกล้สีขาวขึ้นเมื่อมีค่าเป็น+ เรื่อยๆ โดยจะเป็นสีขาวที่ +2 (หน่วยจะเรียกเป็น Stop) และจะเป็นสีดำ เมื่อเข้าใกล้เลข -2  และปัจจุบันเทคโนโลยีจะยิ่งทำให้กล้องสามารถวัดแสงได้ละเอียดมากยิ่งขึ้น บางรุ่นสามารถวัดได้มากว่า-2/+2 เลยทีเดียว

camera-control07

ในสมัยกล้องการวัดแสงให้แม่นยำช่างภาพก็จะนำกระดาษที่เป็นสีเทากลาง 18% นี้มาวางไว้หน้ากล้องแล้วทำการปรับค่าแสงให้เป็นเลข 0 แล้วจึงค่อยถ่ายภาพ ซึ่งปัจจุบันการจะทำเช่นนี้จะเป็นการยุ่งยากและรู้สึกแปลก ช่างภาพอาชีพจึงได้ทำตางรางสีต่างๆ เทียบกับค่าแสงออกมาซึ่งเราสามารถวัดและชดเชยแสงให้ถูกต้องได้ ตัวอย่างเช่น ไปถ่ายภาพที่มีสีเหลืองในภาพมากๆ ก็ทำการวัดค่าแสงและปรับชดเชยเสง ไปที่ประมาณ +1 หรือ+1.5 ก็จะได้ภาพที่มีแสงพอดี เป็นต้น

camera-control08

Tip:
-ในการทำงานจริงเราสามารถวัดและถ่ายมาดูภาพได้ ถ้าพบว่ามืดก็ปรับชดเชยแสงเพิ่มขึ้นจากเดิม และถ่ายใหม่ได้เลย โดยจะต้องโปกัสและวัดแสงไปที่ตำแหน่งเดิม
-ในโหมด ถ่ายภาพ P A S (Auto Av Tv) นั้นเราสามารถตั้งค่าชดเชยแสงไว้เลยได้ ซึ่งเมื่อทำการวัดแสงแล้วกล้องจะชดเชยแสงให้ตามที่ตั้งค่าไว้ด้วย ผู้ถ่ายควรสังเกตสภาพแวดล้อมก่อนถ่าย เช่นในกรณีที่แสงจ้า หรือมีวัตถุสีสว่างมากๆ เมื่อวัดแสงไปกล้องจะทำการปรับให้เป็นค่ากลาง(มืดกว่าความจริง) จากนั้นจึงชดเชยแสงตามที่ตั้งค่าไว้ ดังนั้นกรณีนี้จึงต้องตั้งค่าแสงเป็น + ไว้ เป็นต้น

-ในกรณีที่เร่งรีบให้ตั้งค่าแสงไว้กลางๆเสมอ เพราะเราสามารถมาปรับละเอียดได้ในโปรแกรมแต่งภาพทั่วไป

เว็บจำลองการตั้งค่ากล้อง
http://www.exposuretool.com/
http://camerasim.com/apps/original-camerasim/web/

อ้างอิง

snapshot.canon-asia.com: https://snapshot.canon-asia.com/article/th/lesson-5-what-is-iso-speed

Bangkok Photographic Society: http://www.bpsthai.org/

Digitalcameraworld : http://www.techradar.com/digitalcameraworld

เทคนิคการบันทึกเสียง

การบันทึกเสียง[Audio for video]
สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งในงานถ่ายวิดีโอสื่อการเรียนการสอนนอกจากภาพนิ่งหรือภาพเครื่องเคลื่อนไหวคือการเก็บบันทึกเสียง เสียงบรรยายหรือเสียงที่บันทึกเหตุการณ์จริงควรมีคุณภาพเพียงพอที่จะทำให้ผู้ชมรู้สึกมีส่วนร่วมเสมือนอยู่ในเหตุการณ์นั้น สิ่งสำคัญของการบันทึกเสียงมีดังนี้

1.ระดับความดัง เพื่อให้ได้เสียงหลักที่มีความชัดเจน พอดีไม่ดังหรือไม่เบาจนเกินไปดังนั้นจึงควรตั้งค่าและทดสอบอุปกรณ์เสมอก่อนการบันทึกงาน นอกจากนี้การรับเสียงที่ไม่พึงประสงค์เข้ามาในระหว่างการบันทึกเสียงจะทำให้การทำงานในช่วงตัดต่อยาก หรือเสียงานในช่วงนั้นๆ การวางไมค์รับเสียงจึงควรอยู่ในระยะที่เหมาะสมไม่ห่างหรือใกล้แหล่งกำเนิดเสียงจนเกินไป ตัวอย่างเช่นการวางตำแหน่งไมค์ไกลจากแหล่งกำเนิดเสียงอาจทำให้ระดับเสียงเบาจนได้รับเสียงรบกวนเข้ามามากกว่าเสียงจริง ส่วนการวางตำแหน่งไมค์ใกล้เกินไปอาจทำให้ระดับเสียงดังจนคุณภาพของเสียงฟังไม่รู้ได้เช่นกัน

Tip:
– หากเป็นไปได้ควรหาห้องบันทึกเสียงเพื่อบันทึกเสียงบรรยายประกอบสื่อ หรือเข้าไปอยู่ห้องที่เงียบที่สุดที่ไม่เกิดเสียงก้องหรืออาจจะหาห้องที่มีอุปกรณ์ในห้องที่สามารถช่วยลดเสียงที่สะท้อนได้
วิธีการแก้ไขห้องที่มีเสียงก้องเกินไป
1 นำเอาไมโครโฟนไว้ใกล้แหล่งกำเนิดเสียงมากที่สุด
2 แขวนผ้าม่านถ้าหากว่าสามารถทำได้
3 เพิ่มด้วยผืนพรม
4 เพิ่มด้วยเบาะรองนั่งและหมอน
5 ใช้เฟอร์นิเจอร์ชนิดบุด้วยผ้านวม
6 ประดับตกแต่งห้องด้วยผืนผ้าที่แขวนอยู่ในกรอบ
7 เพิ่มเติมด้วยวัสดุที่ผลิตมาเพื่อการดูดซับเสียงโดยเฉพาะ
– ระมัดระวังเสียงที่เกิดจากพัดลม หรือแอร์เวลาจะบันทึกเสียง
– ควรหาผ้าหรือฟองน้ำหุ้มตัวไมค์ เพื่อป้องกันเสียงรบกวน ที่ไม่พึงประสงค์

2.สัญญาณรบกวน(Noise) บ่อยครั้งเมื่อทำการบันทึกเสียงแล้วจะได้ยินเสียงซ่ารวมกันเสียงหลักตลอดเวลา ซึ่งมีสาเหตุการเกิดปรากฎการดังกล่าวได้หลายสาเหตุ สาเหตุหลักมักจะเกิดจากตัวอุปกรณ์ สายเชื่อมต่อ และ Driver ของเครื่องบันทึกเสียง ซึ่งควรจะต้องทำการตรวจเช็คทุกครั้งที่มีการบันทึก หรือตรวจสอบ ซ่อมบำรุงอุปกรณ์ให้มีสภาพที่พร้อมใช้งานเสมอ

Tip:
ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรใช้โปรแกรมที่ช่วยตัด Noise ในกรณีที่สัญญาณรบกวนมีมากเกินไปควรทำการบันทึกเสียงใหม่ เพราะการนำสัญญาณรบกวนออกจะกระทบกับเนื้อเสียงหลักเช่นกัน

แสงและการจัดแสงเบื้องต้น

แสงและการจัดแสงเบื้องต้น

การถ่ายภาพนิ่งหรือวิดีโอ หากมีความรู้เรื่องแสงเบื้องต้นจะทำให้สามารถประยุกต์ใช้กับการทำงานในสถานการณ์ต่างๆได้ และงานที่ออกมาจะสวยงามมากขึ้น โดยเฉพาะงานถ่ายภาพและวิดีโอบุคคล โดยสิ่งหลักที่ต้องคำนึงเสมอในการจัดแสง คือ

“มิติ และความโดดเด่น”

“มิติ” ในที่นี้หมายถึงความมีมิติของภาพ เพราะปกตินั้นตาของมนุษย์จะมองภาพเป็น 3 มิติ แต่เมื่อเราถ่ายภาพผลงานที่ออกมาจะอยู่ในรูปแบบ 2 มิติ ถ้าหากขาดแสงเงาที่ดีจะทำให้ภาพไร้มิติหรือที่เรียกกันสั้นๆว่า “ภาพแบน” ดังนั้นการคำนึงถึงแสงเงาที่เกิดขึ้น หรือการจัดไฟให้เกิดแสงเงาที่ดี จะทำให้งานที่ออกมามีมิติ น่าสนใจ
“ความโดดเด่น” หมายถึงการดูทิศทางของแสงหรือจัดแสงเพื่อให้ตัวแบบโดดเด่นออกมาจากฉากหลัง เพราะจะทำให้คนที่ดูงานเข้าใจได้ง่ายขึ้นว่าเราต้องการถ่ายเน้นไปที่ใด

แหล่งกำเนิดแสง
แสงจากธรรมชาติ ซึ่งหมายถึงแสงอาทิตย์ การถ่ายภาพส่วนใหญ่แล้วก็อาศัยแสงจากดวงอาทิตย์เป็นหลัก ซึ่งแสงจากดวงอาทิตย์ในแต่ละช่วงเวลาจะมีทิศทางและสีที่แตกต่างกัน
ช่วงแสงทไวไลท์ หรือช่วงเวลาโพล้เพล้หรือพระอาทิตย์กำลังจะขึ้นหรือตกไปแล้ว เวลาประมาณ 05.30-06.30 น. และช่วงเวลา 18.00-19.00 น. จะมีแสงน้อย ท้องฟ้าจะมีสีสันต่างๆ น้ำเงิน ม่วง ชมพู ฯลฯ ดังนั้นการถ่ายภาพมักจะใช้ขาตั้ง ถ้าถ่ายบุคคลจะต้องใช้ไฟเข้าช่วยถึงจะมองเห็นใบหน้าตัวแบบ

light1

light2

ช่วงแสงสีทอง หรือช่วงเวลาเช้าตรู่และตอนเย็นก่อนพระอาทิตย์ตก เวลาประมาณ 6.30-8.30 น. และ 16.00-18.00 น. แสงอาทิตย์จะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีทองหรือสีส้ม จะเป็นช่วงที่ช่างภาพนิยมเก็บภาพกัน จะได้ภาพที่มีความนุ่มนวล ดูมีมิติ ได้อารมณ์ มองดูสบายตา สภาพอากาศก็กำลังดีไม่ร้อนจนเกินไป แต่บางครั้งภาพอาจจะมีเงาดำมากเกินไป(Contrastสูง) ช่างภาพบางคนก็จะจัดแสงช่วยในการเปิดเงาด้วย

light3

light4

ช่วงแสงใส เป็นช่วงที่แสงพระอาทิตย์ไม่มีสีส้ม และท้องฟ้าเป็นสีน้ำเงิน ฟ้า (ยกเว้นฝนตก) จะอยู่ที่เวลาประมาณ 9.00-11.00 น. และ 14.00-15.30 น. ช่วงนี้พระอาทิตย์จะมีตำแหน่งให้แสงในทิศทางที่เหมาะกับการถ่ายภาพบุคคลให้สีสันที่ถูกต้อง

light5

ช่วงแสงเที่ยง เป็นช่วงที่แสงของพระอาทิตย์จะแรงมาก หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “แสงแข็ง” โดยจะอยู่ที่เวลาประมาณ 11.30-13.30 น. ซึ่งช่วงเวลานี้ นอกจากจะให้แสงที่แรงและร้อนแล้ว ทิศทางของแสงยังมาจากด้านบน ทำให้เกิดเงาขึ้นที่ใต้ตา จมูกและปาก ซึ่งเป็นเงาที่ไม่พึงประสงค์ ไม่เหมาะกับการถ่ายภาพและวีดีโอเลยโดยเฉพาะอย่างยิ่งการถ่ายภาพบุคคล ถ้าจะถ่ายควรถ่ายในร่มให้แสงสะท้อนเข้ามาทางหน้าต่างแทน

แสงประดิษฐ์ หรือแหล่งกำเนิดแสงที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น หลอดไฟ กองไฟ เทียน  แฟลช ฯลฯ โดยส่วนมากแสงเหล่านี้จะสามารถควบคุมได้ทั้งความแรงและทิศทาง แต่การใช้แสงประดิษฐ์จะมีอุณหภูมิสีที่แตกต่างกัน อาจจะต้องใส่ใจเรื่องการตั้งค่ากล้องมากขึ้น

Tip:
การใช้ชนิดหลอดไฟที่แตกต่างกัน จะทำให้กล้องไม่สามารถหาค่าอุณหภูมิสีที่ถูกต้องได้

ทิศทางของแสง
ทิศทางแสงที่แตกต่างกันจะส่งต่อมิติของภาพ หรือให้อารมณ์ภาพแตกต่างกันได้ ดังนั้นในการถ่ายภาพสิ่งที่ควรพิจารณาอีกอย่างคือความเหมาะสมของทิศทางของแสง โดยเราสามารถแบ่งทิศทางของแสงออกเป็น 5 ทิศทางใหญ่ๆ ดังนี้

ทิศทางจากด้านบน คือแหล่งกำเนิดแสงจะอยู่บนหัวเรา จะทำให้เกิดเงาตกกระทบทางด้านล่างของวัตถุ แม้แสงในทิศทางนี้จะไม่นิยมใช้ถ่ายงาน แต่ในหลายๆครั้งก็สามารถนำมาใช้ได้ โดยมักใช้ในฉากที่ต้องการให้ตัวแบบมีเงาขึ้นที่ผม หรือ สร้างออร่าดูเป็นผู้สูงส่ง

light6

ทิศทางแสงจากด้านหน้า แสงที่ส่องมาจากทางด้านหน้าของวัตถุที่จะถ่ายมาจากทิศทางเดียวกันกับกล้องถ่ายภาพ หรือที่เรียกกันว่า “ถ่ายตามแสง” ทำให้ตัวแบบได้รับแสงสว่างได้ทั่วด้านหน้า วัตถุจะไม่มีเงาทำให้ได้ภาพมีลักษณะเรียบแบนไม่มีความลึก ความหนา เหมาะสำหรับการถ่ายภาพที่ต้องการเน้นให้เห็นรายละเอียด

light7

ทิศทางแสงจากด้านข้าง แสงที่มาจากด้านข้างนี้ จะทำให้ภาพมีมิติ แต่จะทำให้เกิดแสงเงาทางด้านตรงข้ามของแสง
โดยปกติมักจะใช้อุปกรณ์สะท้อนแสง หรือสร้างแสงที่อ่อนกว่าเพื่อเปิดเงาให้เห็นรายละเอียด และส่วนมากจะวางไว้ที่มุมราวๆ 45 องศาจากหน้าตรง

light8

ทิศทางแสงจากด้านหลัง แสงที่ส่องมาจากด้านหลังของวัตถุที่จะถ่าย อยู่ตรงกันข้ามกับกล้องถ่ายภาพ ทำให้มองเห็นวัตถุแยกออกจากพื้นฉากหลังชัดเจน บางครั้งก็จะเรียกว่าแสง “Rim light”  แต่อาจจะต้องระวังรายละเอียดด้านหน้าของตัวแบบมืดเกินไป อาจจะมีการจัดแสงช่วยหรือใช่อุปกรณ์สะท้อนแสงเพื่อให้เห็นรายละเอียดในส่วนนี้

light9ทิศแสงจากด้านล่าง แสงที่ส่องมาจากด้านล่างของตัวแบบ จะใช้เปิดเงาด้านล่างของตัวแบบ หรือใช้ในงานถ่ายฉากสยองขวัญ ผีหลอก หรือเปิดเงาใต้คาง แม้จะไม่นิยมใช้แต่ก็สามารถจัดแสงให้ใช้งานได้ตามความเหมาะสมlight10

Tip:
ปัจจุบันช่างภาพมืออาชีพจะใช้การจัดแสงที่ซับซ้อนเพื่อให้ได้ภาพที่มีมิติ สร้างสรรค์ แปลกใหม่ ให้เป็นไปตามความต้องการ

การจัดแสงเบื้องต้น
แม้ปัจจุบันจะมีเทคนิคการจัดแสงที่ซับซ้อนมากมาย แต่เทคนิคพื้นฐานก็ยังได้รับการยอมรับและใช้งานอยู่เสมอๆ เพราะสามารถทำได้ง่าย ไม่ซับซ้อน และใช้อุปกรณ์ไม่มาก นั่นคือกฏ Three-Point Lighting

Three-Point Lighting
การจัดแสงแบบ Three-Point Lighting (การจัดแสงสามจุด) เป็นการจัดแสงที่ใช้กันใน Studio ต่างๆซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ในการถ่ายคน โดยภาพที่ได้จะดูโดดเด่น มีมิติ ไม่ราบเรียบไปกับพื้นหลัง โดยตำแหน่งไฟ 3 ตำแหน่ง คือ Key Light, Fill Light และ Rim Light แต่ละตำแหน่งมีหน้าที่ ดังนี้

Key Light ทำหน้าที่เป็นตัวหลักที่ให้แสงสว่างกับวัตถุ จะอยู่ด้านซ้ายหรือขวาจากกล้องก็ได้ จะทำมุมไม่เกิน 15 – 45 องศาจากหน้าตรงของแบบ และระดับความสูงของไฟจะสูงกว่าใบหน้าของตัวแบบประมาณ15-45องศา ส่องกดลงมาที่ตัวแบบ

Fill Light เมื่อเราถ่ายวีดีโอโดยใช้ Key Light อย่างเดียวมักจะเกิด contrast (ส่วนต่างแสงและเงา) เราจึงต้องใช้ Fill Light เป็นตัวช่วยเพื่อลบเงาที่เกิดขึ้นจากการใช้ Key Light ซึ่งมักจะใช้ไฟที่มีกำลังอ่อน หรืออุปการณ์สะท้อนแสงช่วย โดยจะตั้งไว้ด้านตรงข้ามกับ Key Light และอยู่ในระดับสายตาของตัวแบบ

Rim Light/Back Light จะทำให้เกิดแสงจากด้านหลังเวลาถ่ายวีดีโอออกมาทำให้ตัวแบบดูโดดเด่นขึ้นจากฉากหลังการวางตำแหน่งของไฟจะวางอยู่ข้างหลังวัตถุทางด้านข้าง และอยู่สูงกว่าวัตถุและส่องทำมุมประมาณ 45 องศาส่องลงมายังศรีษะ ไหล่ และหลัง

Tip:
ถ้าอุปกรณ์มีจำกัด เช่นไฟมี 1 หรือ 2 ดวง ให้เรียงจาก Key Light, Fill Light และ Rim Light ตามลำดับ
โดยพยายามให้เห็นรายละเอียดของแบบและมีมิติบ้างตามความเหมาะสมในสถานการณ์นั้นๆ

ตัวอย่างการจัดแสง 3 จุด

คลิปตัวอย่างการจัดแสงแบบอื่นๆ

อ้างอิง
camerastips.com
cvcameraclub.org

เทคนิคการถ่ายวิดีโอและภาพนิ่ง

การถ่ายทำ

การถ่ายวิดีโอหรือภาพนิ่งมีเทคนิคที่คล้ายกัน แต่ละภาพหรือวีดีโอแต่ละชิ้นจึงมีรายละเอียดต่างๆมากมายประกอบอยู่ภายใน มีความหมายที่ผู้ถ่ายต้องการสื่อสารซ่อนเอาไว้ ตามข้อความที่ได้ยินเสมอว่า

“ภาพหนึ่งภาพแทนคำพูดนับพันคำ”

ดังนั้นภาพหรือวีดีโอที่สวย ล้วนมีการใส่ใจในรายละเอียดมากกว่าปกติ ถึงแม้บางคนอาจจะบอกว่า “จะถ่ายอะไรก็ได้ขึ้นกับจินตนาการ” ก็ไม่ผิดเสียทีเดียวเพราะการใช้จินตนาการจะทำให้ได้ภาพที่มีเอกลักษณ์ มีความแตกต่าง แต่การสร้างสื่อภาพที่ไม่ใส่ใจรายละเอียดอาจจะทำให้ภาพหรือวีดีโอที่ถ่ายมาดูไม่มีทิศทาง ไม่สื่อเป้าหมาย สื่อความหมายไม่ชัดเจน ไม่สวยงามน่าสนใจ ซึ่งรายละเอียดเบื้องต้นที่ช่างภาพควรจะต้องคำนึง มีดังนี้

– การจัดองค์ประกอบ
– แสงและการจัดแสง
– วิธีควบคุมกล้องถ่ายภาพนิ่งและวีดีโอ

ดังนั้นการลงทุนเวลาเพื่อใส่ใจรายละเอียดเสมอในขณะถ่ายทำ จะทำให้ได้งานที่ดี ง่ายในการสื่อสารผ่านภาพ มีความสวยงาม น่าสนใจ

การจัดองค์ประกอบภาพเบื้องต้น(Composition)
การถ่ายวีดีโอหรือถ่ายภาพนิ่งสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือเรื่ององค์ประกอบของภาพ Composition นี้ถือเป็นแนวทางจะทำให้ภาพสวยงาม สื่อสารได้ง่ายในความรู้สึกของผู้ดู Composition จึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่วัตถุหลักและตำแหน่งที่จะปรากฏอยู่ในภาพเท่านั้น แต่หมายถึงการรวมกันของทุกๆ สิ่งทุกๆอย่างที่มองเห็นในภาพ ไม่ว่าจะเป็นฉากหลัง ฉากหน้า สี แสง กรอบ วัตถุประกอบเล็กๆ น้อยๆ ฯลฯ ถ้าทุกอย่างลงตัว ภาพที่นำมาใช้น่าสนใจ ดังนั้นสิ่งที่ช่างภาพส่วนมากนำมาใช้ในการจัดองค์ประกอบมีดังนี้

กฎสามส่วน (Rule of Thirds)
การแบ่งภาพในแนวนอนออกเป็นสามส่วนเท่าๆกัน ซึ่งเส้นแบ่งนี้มักจะใช้ในการวางวัตถุหลักลงในภาพหรือถ้าเป็นภาพวิว จะใช้สำหรับวางขอบฟ้า ฉากหน้า

composition1
composition2

Tip:
ถ้าเป็นการถ่ายภาพหรือวีดีโอบุคคลหรือการบรรยายจะใช้ศรีษะวางไว้ที่เส้นแบ่งดังกล่าวหรือใช้ระดับของดวงตาวางไว้ที่เส้นดังกล่าวในกรณีที่ถ่ายเจาะที่ใบหน้า

composition3
composition4
composition5

จุดตัดเก้าช่อง
ถ้าลากเส้นแบ่งแนวตั้งลงในเฟรมภาพจะเกิดจุดตัด 4 จุด  ซึ่งช่างภาพจะใช้วางวัตถุหลักลงไปในภาพ

composition6
composition7
composition8

Tip: ปัจจุบันกล้องถ่ายภาพดิจิตอลจะมีจุดโฟกัสไว้ที่ตำแหน่งเดียวกันกับจุดวางวัตถุของหลักองค์ประกอบภาพเสมอเวลาถ่ายสามารถนำวัตถุหลักไปไว้ที่ตำแหน่งจุดโฟกัสได้เลย หรือมีกริด(Grid)มาให้เสมอถ้าเปิดใช้งานกริดจะสามารถจัดวางตามองค์ประกอบภาพดังกล่าวได้

composition9

Tip:
– การเลือกฉากที่ดี ไม่รกรุงรัง หรือมีสีสันสวยงาม เรียบง่าย เพื่อเน้นให้ตัวแบบโดดเด่นจากฉากหลังจะช่วยทำให้ได้ภาพที่สวยงาม เมื่อจะถ่ายภาพหรือวิดีโอถ้ามีเวลาหรือโอกาสควรเลือกฉากหลังก่อน หรือจัดฉากให้เรียบร้อยก่อนถ่ายทำเสมอ
– ในการถ่ายวีดีโอหรือภาพนิ่งบุคคล เราไม่ควรวางตำแหน่งของศีรษะคนไว้ตำแหน่งตรงกลางของเฟรม เพราะจะทำให้องค์ประกอบของภาพขาดความสมดุลเนื่องจากมีพื้นที่ว่างมากเกินไประหว่างศีรษะของคนกับขอบบนของเฟรม
– เราควรเว้นที่ว่างด้านหน้าในทิศทางที่คนมองออกไป จะทำให้ภาพดูสบายตา ไม่อึดอัด และเป็นการสื่อความหมายว่าผู้พูดกำลังมองอะไรบางอย่างอยู่
– หลีกเลี่ยงการถ่ายวีดีโอบุคคลที่ตัดภาพตรงตำแหน่งข้อต่อต่างๆ เช่น ข้อเท้า หัวเข่า ข้อศอก
– ควรถ่ายภาพให้ขนานกับพื้น โดยเฉพาะภาพที่มีเส้นขอบฟ้าหรือเส้นขอบผนัง

– ขนาดของแต่ละช็อตจะสื่อความหมายที่แตกต่างกัน เรามาลองดูว่ามีช็อตแบบไหนบ้าง
Long Shot (LS) – เปิดเผยบรรยากาศของภาพอย่างกว้างๆ ให้เห็นว่าในบริเวณนั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง มีการทำกิจกรรมอะไรอยู่
Medium Shot (MS) – การถ่ายวีดีโอคนตั้งแต่เอวขึ้นไป
Close-up Shot (CU) – การถ่ายวีดีโอคนตั้งแต่หน้าอกขึ้นไป เพื่อแสดงอารมณ์ความรู้สึกของคนนั้นๆ
Big Close-up Shot (BCU) – การถ่ายวีดีโอคนตั้งแต่คางขึ้นไปจนถึงหน้าผาก เพื่อเน้นอารมณ์ความรู้สึกของคนในภาพมากขึ้น
– เมื่อรู้กฏและกรอบแล้ว เราสามารถแหกกฏและกรอบนี้ได้เสมอ โดยคำนึงถึงความสมดุลของภาพ สัดส่วน เส้น รูปแบบ รูปร่าง การเคลื่อนไหว

ทดลองจัดองค์ประกอบภาพ
>> http://camerasim.com/apps/focus-frame-shoot/

ทดลองปรับการตั้งค่าการถ่ายภาพจากกล้อง DSLR >> http://camerasim.com/apps/original-camerasim/web/

การเขียน Story Board

Story Board
คือ การเขียนภาพร่างและข้อความเพื่อกำหนดแนวทางในการทำงานสื่อมัลติมีเดีย เพื่อกำหนดการเล่าเรื่อง ลำดับเรื่องให้เนื้อหากระชับไม่ยืดเยื้อ จัดมุมกล้องและเลือกภาพประกอบที่สำคัญและจำเป็น กำหนดเวลาของแต่ละฉากให้สัมพันธ์กับบทบรรยาย ซึ่งภาพร่างที่วาดไม่จำเป็นจะต้องละเอียดมากแต่ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะการวาดภาพมากนัก

ข้อดีของการทำ Story Board
1.ทำให้เห็นภาพรวมของสื่อที่จะสร้างและทำให้ทีมงานเข้าใจตรงกัน
2.แสดงลำดับของการดำเนินเรื่องที่ชัดเจนและการเลือกใช้ภาพประกอบที่เหมาะสม
3.ควบคุมปริมาณเนื้อหาและเวลา ให้กระชับไม่ยืดเยื้อเกินไป
4.สามารถตรวจสอบความถูกต้อง ความครบถ้วนของสื่อระหว่างการทำงานและหลังการทำงานได้
5.สามารถประเมินและขอคำแนะนำจากผู้ใช้งานสื่อได้ก่อนที่จะลงมือทำ

ขั้นตอนการทำ Story Board
สิ่งสำคัญที่ควรมีใน Story Board
– ตัวละคร สิ่งของ ท่าทางที่ตัวละครต้องทำภายในฉาก
– มุมกล้อง ฉาก หรือภาพประกอบ ที่สำคัญต่อเนื้อเรื่องหลัก
– บทบรรยาย บทพูด หรือเสียงประกอบอื่นๆ

หลังจากสรุปแนวคิด โครงเรื่อง และทำบทบรรยายเสร็จ ให้นำบทบรรยายมาวาดให้เป็น Story Board ซึ่งปัจจุบันจะมี Template สำหรับการวาด Storyboard บนสื่อออนไลน์จำนวนมากที่นำมาใช้ได้เช่น
http://www.educationworld.com/tools_templates/template_strybrd_8panels.doc
http://reggiewolfpro.deviantart.com/art/Free-Storyboard-Template-32783552

ขั้นตอนวาด Story Board
หลังจากหา Template ของ Story Board หรือเตรียมกระดาษเปล่าเรียบร้อยแล้ว
ขั้นที่ 1 วาดช่องสี่เหลี่ยมหรือใช้ช่องสี่เหลี่ยมของ Template เพื่อวาดภาพร่างมุมกล้องที่จะถ่ายทำ หรือภาพประกอบที่จะนำมาใช้ หรือ ฉากและตัวละคร

Tip:
ลักษณะการวาดมี 2 แบบใหญ่ๆ คือ
1. วาดละเอียด เพื่อให้ได้ภาพตรงตามความต้องการ โดยมากจะใช้ในการทำ Animation, Viral clip video, หนังสั้น หรือฉากที่เน้นความสำคัญที่เข้าใจได้ยาก
2. วาดคร่าวๆ และให้อิสระกับผู้กำกับภาพ และตากล้อง ออกแบบมุมกล้องเพิ่มเติมได้ ไม่จำเป็นต้องวาดให้สวยงาม  แต่วาดให้พอเข้าใจได้ว่าในฉากนั้นต้องการภาพแบบไหน

ขั้นที่ 2 เขียนบทบรรยาย บทพูด ที่อยู่ในฉากนั้นทั้งหมด โดยพิจารณาถึงความสัมพันธ์กัน ระหว่างบทและภาพ

Tip:
– การแบ่งบทบรรยายที่เขียนลงใน Story Board ทดสอบพูดเพื่อจับเวลาและตรวจสอบความเหมาะสมระหว่างภาพกับบทบรรยาย ในกรณีที่บทบรรยายยาวเกินไปควรแบ่งฉากเพิ่ม
– ถ้ารูปแบบของสื่อเป็นรายการถามตอบ หรือสัมภาษณ์ อาจจะใส่เพียงคำถามไว้เท่านั้น

ขั้นที่ 3 เขียนรายละเอียดในการถ่ายทำ การตัดต่อ และรายละเอียดอื่นๆ เช่น เพลง เสียงเอฟเฟค  การเปลี่ยนมุมกล้อง(แพนกล้อง,ซูมภาพ)  หรือแต่งเติมภาพตอนตัดต่อต่างๆ

Tip:
– จะเขียนในช่องที่มีให้เติม หรือบันทึกสั้นๆในบริเวณที่สังเกตุเห็นได้ง่ายเพื่อให้เข้าใจง่ายและจดจำได้
– เมื่อเขียนทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ควรมีการประชุม และตรวจสอบก่อนลงมือทำเสมอ

ตัวอย่าง Story Board
story board1story board2

คลิปวิธีการวาด Story Board

อ้างอิง
www.robertkohr.com
https://profcraigarmstrong.wikispaces.com/Storyboard+Templates
www.krui3.com

สร้างสื่อการเรียนรู้มัลติมีเดีย

สื่อการเรียนรู้ประเภทมัลติมีเดีย ซึ่งปัจจุบันผู้คนนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยมากขั้นตอนการสร้างจะถูกแบ่งเป็นหลักๆ 3 ส่วน ดังนี้

ขั้นเตรียมและวางแผน เป็นขั้นตอนเตรียมความพร้อมในด้านข้อมูล องค์ความรู้ และวางแผนงานก่อนเริ่มลงมือถ่ายทำ โดยจะใช้ Storyboard เป็นเครื่องมือช่วยวางแผนการทำงาน

ขั้นลงมือผลิต เป็นขั้นตอนลงมือผลิต และตัดต่อตามที่วางแผนไว้ จะประกอบไปด้วย การบันทึกภาพบันทึกเสียง ตัดต่อ ตรวจสอบ และแก้ไขให้เป็นไปตาม Storyboard

ขั้นใช้งานและประเมินผล การนำสื่อไปทดลองใช้งาน และติดตามประเมินผลสื่อชิ้นนั้น  เพื่อนำข้อมูลมาใช้พัฒนาปรับปรุงสื่อ ในครั้งต่อไป

แนวคิดการสร้างสื่อ(
Idea &Theme)
ในการสร้างสื่อการเรียนรู้สิ่งแรกที่ควรคำนึงและรีบตัดสินใจให้ชัดเจนคือ แนวคิดหลัก และใจความสำคัญ สื่อการเรียนรู้หนึ่งชิ้น ควรมีแนวคิดและใจความสำคัญ จะช่วยบอกขอบเขตและทิศทาง ดังนั้นทั้งสองอย่างนี้จะต้องชัดเจน และไม่เปลี่ยนแปลง หากไม่ชัดเจนหรือเปลี่ยนบ่อยๆ จะทำให้การทำงานให้ส่วนต่างๆนั้นสับสน และใช้เวลาเพิ่มมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้อาจจะทำให้สื่อสารองค์ความรู้ได้ไม่ดีอีกด้วย ดังนั้นก่อนการทำสื่อควรประชุมหารือเพื่อตัดใจให้เรียบร้อยเสมอ

แนวคิดที่คิดขึ้นมานั้นอาจจะไม่ได้ใช้คำที่ซับซ้อน และยืดเยื้อมากนัก อาจจะใช้เป็นสำนวนสั้นๆ หรือประโยคสั้นๆที่บอกความต้องการของผู้จัดทำทั้งหมดได้ ตัวอย่างเช่น

“สร้างสื่อวิทยาศาสตร์ เรื่องฝนตก ด้วยวีดีโอ แบบสารคดี” หรือ “ทำสารคดี เพื่อสอนความอดทนมีผลกับความสำเร็จ”

เมื่อมีแนวคิดที่ชัดเจนแล้ว จึงจะนำไปขยายเป็นโครงเรื่อง บทบรรยาย และ Storyboard ที่ถ่ายทอด ใจความสำคัญทั้งหมดได้

Tip :
-การหาไอเดียมักจะได้มาจากประสบการณ์ในชีวิตจริง  มุมมองจากหนังสื่อที่อ่าน รายการ เกม ภาพยนต์ หรือ สื่ออื่นๆที่รับชมในชีวิตประจำวัน ดังนั้นการค้นหาหรือรับชมสื่อต่างๆ จะทำให้มีข้อมูลและนำมาประยุกต์ใช้ได้
-หากต้องการสร้างสื่อแล้วคิดไอเดีย มุมมองนำเสนอไม่ออก  อาจจะนำหัวข้อวิชาการที่จะสร้างสื่อมาปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญการทำสื่อ อาทิ โปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ หรือนักพัฒนาสื่อฯ ภายหลังได้
-การใช้เครื่องมือ Brainstorming จะช่วยให้ค้นหาไอเดียได้

โครงเรื่อง(Plot)
โครงเรื่องจะเปรียบเสมือนแผนที่ หรือแผนผังของสื่อ จะแสดงลำดับการเล่าเรื่องว่าดำเนินเรื่องไปในทิศทางใด  ซึ่งจะสอดคล้องกับไอเดียที่คิดไว้แล้วในตอนแรก ประกอบไปด้วย

1.บทนำ เป็นการบอกเล่าเพื่อปูทางเข้าสู้เนื้อหาหลัก ซึ่งควรจะต้องมีความน่าสนใจและดึงดูดใจ
2.เนื้อหาหลัก อธิบายประเด็นต่างๆที่ต้องการให้ครบถ้วน ขยายประเด็นเติมรายละเอียดและตัวอย่าง ฯลฯ
3.จุดจบและสรุป สรุปทบทวนเนื้อหา และกล่าวทิ้งท้าย

ตัวอย่าง
กล่าวแนะนำตัวแนะนำหัวข้อเรื่องและนิยามโดยแทรกภาพหรือวิดีโอปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกี่ยวข้อง อธิบายสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในปรากฏการณ์นั้น อธิบายสมการสำคัญที่ใช้ในหัวข้อนี้ ตัวอย่างการนำสมการไปใช้ จากนั้นสรุปและทิ้งท้าย และแทรกเครดิตท้ายวีดีโอคลิป”

แต่บางครั้งลำดับการเล่าเรื่องอาจจะมีความแตกต่างกันบ้างโดยมักจะคำนึงถึง”ความถูกต้อง ครบถ้วนน่าสนใจ และความเข้าใจ” เป็นหลัก

Tip:
-เนื่องจากสมาธิของผู้ใช้งานจะสูงที่สุดในช่วงแรกๆ ดังนั้นภายในช่วงเวลา 1-5 นาทีแรกควรที่จะกล่าวถึงประเด็นสำคัญที่ต้องการจะสื่อออกไปให้ได้   หรือใช้มุกตลก เหตุการณ์สำคัญเพื่อดึงดูดใจผู้ใช้งานให้มีความสนใจที่จะใช้งานสื่อได้จนจบ
-สามารถใช้หลักการตั้งคำถามมาสร้างเป็นโครงเรื่องได้ เช่น พูดถึงเรื่องอะไร ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น จะแก้ไรอย่างไร ฯลฯ

บทบรรยาย(Detail)
บทบรรยายในสื่อการเรียนรู้นั้นเป็นการเล่าเรื่อง เชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆเข้าด้วยกัน ให้สอดคล้องกับโครงเรื่อง(Plot)ของสื่อและไอเดียที่คิดไว้ตอนแรก  โดยส่วนมากมักจะแตกต่างกันออกไปตามความชอบของผู้เขียน และไอเดียของสื่อ จึงไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าบทแบบไหนดีที่สุด  แต่สิ่งที่ผู้เขียนบทบรรยายควรคำนึงถึงเมื่อต้องการเขียนบทมีดังนี้

“ถูกต้อง,   กระชับ,  สนุก”

ความถูกต้อง
การสร้างสื่อการเรียนรู้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องความถูกต้องทางวิชาการ ไม่ว่าอาจารย์เขียนบทด้วยตนเองหรือผู้อื่นเขียนบทให้ก็ต้องทำการตรวจสอบทุกครั้ง โดยสิ่งต้องตรวจสอบนั้นแบ่งได้เป็น
ประเด็นสำคัญของสื่อ (Keyword)  ก่อนเขียนบทบรรยายผู้เขียนจะต้องค้นคว้า และสรุปประเด็นสำคัญของหัวข้อ จากนั้นจึงค่อยทำการแต่งบทบรรยาย โดยบทบรรยายจะต้องครอบคลุมถึงประเด็นสำคัญต่างๆ ได้ถูกต้อง ครบถ้วนไม่ตกหล่น และสามารถอธิบายได้ตรงความหมายที่ต้องการจะสื่อสารที่สุด
ความน่าเชื่อถือ (Reference) ในจุดสำคัญทางวิชาการนั้นควรจะมีการทำอ้างอิงเสมอ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของสื่อการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น โดยอาจจะนำไปใส่ที่ท้ายเครดิต หรือใช้ร่วมกับการอ้างอิงภาพ วีดีโอที่ใช้ในสื่อได้

Tip:
-ให้อาจารย์ผู้สอนเป็นผู้ตรวจสอบเพราะอาจารย์ผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญในเนื้อหาอยู่แล้ว ทำการสรุปประเด็นที่จะทำสื่อ ตรวจสอบเนื้อหาต่างๆมาก่อนที่จะทำการเขียนบทพูดหรือพากษ์ จะให้สามารถทำงานได้รวดเร็วขึ้น
-การกำหนด Keyword หรือประโยคสำคัญที่จะต้องพูดแน่นอนก่อน แล้วจึงมาแต่งประโยคต่างๆเพื่อเชื่อมคำเหล่านี้ไว้ด้วยกัน จะช่วยให้สามารถสร้างบทบรรยายคร่าวๆได้(บทร่าง) จากนั้นจึงค่อยปรับปรุงสอดแทรกมุกตลกให้สนุกภายหลัง
-หากมีการนำเนื้อหา ภาพ วีดีโอ ควรมีการตรวจสอบด้านลิขสิทธิ์ด้วย

กระชับ
บทบรรยายที่ดีนั้นจะต้องมีความกระชับไม่ยืดยาวจนเกินไป ดำเนินเรื่องฉับไว เพราะสมาธิผู้ใช้งานสื่อนั้นจะรักษาประสิทธิภาพดีที่สุดเพียง 30 นาที  และเวลาของช่วงสมาธิสูงที่สุด จะอยู่ในช่วง 1- 5 นาทีแรก นอกจากนี้การเรียนรู้ด้วยตอนเองจะทำให้ไม่มีคนอื่นคอยกระตุ้นสมาธิ   หากบทบรรยายสามารถกล่าวถึงประเด็นสำคัญได้ครบถ้วนภายในช่วงที่ผู้ใช้งานยังคงมีสมาธิได้จะดีที่สุด ถ้าไม่สามารถกระชับใจความได้แล้ว ช่วงต้นของสื่อควรจะสามารถดึงดูดใจเพียงพอที่จะมีความต้องการใช้งานต่อในช่วงหลังที่มีประเด็นสำคัญซ่อนอยู่ให้ได้

Tip:
-โดยปกติบทบรรยายที่เขียน (พิมพ์ใน Microsoft Word-ขนาดอักษร 16) ถ้ามีความยาว 1 หน้า A4 จะใช้เวลาในพูดตอนถ่ายทำ ใช้เวลา 1-2 นาที โดยประมาณ ทั้งนั้นอาจจะขึ้นกับ ความเร็วในการพูดของนักแสดง หรือพิธีกร  การเว้นวรรคลมหายใจ การสอดแทรกมุกตลก ฯลฯ
-เมื่อเขียนเรียบร้อยแล้ว สามารถทดสอบอ่านและจับเวลาดูเพื่อตรวจสอบระยะเวลาของสื่อได้ ก่อนทำการแก้ไขปรับปรุงให้เป็นไปตามต้องการ โดยการลดทอนเนื้อหาส่วนที่ไม่จำเป็นออกไป หากมีการอธิบายที่ยืดยาวก็อาจจะลด ตัดทิ้งหรือเปลี่ยนแปลงให้กระชับขึ้น
-การวางโครงเรื่องที่ดีจะทำให้แต่งบทบรรยายได้ง่าย บทบรรยายควรเขียนขึ้นจากประสบการณ์จริง ไม่จำเป็นต้องหรูหราเกินความเป็นจริงมาก
-บทที่ดีควรจะต้องเข้าใจง่ายนึกภาพตามได้

สนุก
สิ่งสุดท้ายที่ต้องคำนึงคือ “ความรู้สึกสนุก” เพราะความสนุกนี้จะช่วยให้สื่อการเรียนรู้มีชีวิตชีวาน่าสนใจและน่าติดตาม ซึ่งทำได้ด้วยการถ้อยคำ หรือใช้ภาษาอย่างประณีต คมคาย ทำให้บทดูลื่นไหลสอดคล้องกับภาพและเหตุการณ์ ส่วนใหญ่จะแตกต่างกันไปตามรสนิยม และแนวคิดตั้งต้นของสื่อ

Tip:
-การนำบทร่าง ไปให้คนอื่นๆที่ความแตกต่างทั้งทางวิชาการ รสนิยม ฯลฯ ช่วยอ่านและขอความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา จะช่วยให้เห็นข้อบกพร่อง และแนวคิดที่จะนำมาปรับปรุงบทได้ โดยเราอาจจะเก็บข้อโต้แย้ง และไม่โกรธในข้อเสนอต่างๆ ทำเพียงเก็บข้อมูลเท่านั้น
-การนำเทรนด์ที่นิยมในขณะนั้นมาประยุกต์ใช้ก็จะทำให้บทบรรยายดูน่าสนใจมากขึ้น  เช่น ขอ 3 คำ
ภาษาวัยรุ่น ฯลฯ
-ไม่ควรกังวลว่าบทบรรยายจะต้องสมบูรณ์แบบ ไร้ที่ติ แต่ควรปรับปรุงบทบรรยายให้เกือบสมบูรณ์แบบ และไม่ควรเสียดายเวลาที่จะปรับปรุงบทบรรยาย

อ้างอิง
wikihow.com

LEGO Education

เลโก้ของเล่นในรูปแบบตัวต่อพลาสติกมีลักษณะเหมือนก้อนอิฐ มีขนาดและรูปร่างต่างกัน มีปุ่มและร่องเพื่อการประกอบโดยไม่ต้องใช้กาว เพื่อให้ผู้เล่นนำไปสร้างสรรค์ต่อเป็นรูปร่างต่าง ๆ ได้ตามจินตนาการนอกจากใช้เล่นเพื่อต่อตามจินตนาการแล้ว เลโก้ยังถูกออกแบบและถูกสร้างเป็นตัวต่อเป็นรูปทรงต่าง ๆ เพื่อใช้จำลองระบบในงานวิศวกรรมหรือวิทยาศาสตร์ เช่นเป็นระบบควบคุมอัตโนมัติ ระบบทางไฟฟ้า อุปกรณ์ทางกลศาสตร์ ซึ่งชุดอุปกรณ์พิเศษเหล่านี้จะช่วยให้ผู้เล่นสามารถเชื่อมโยงความรู้จากการเล่นไปสู่การเรียนรู้ระบบต่าง ๆ ในชีวิตจริง

นอกจากเลโก้จะใช้เป็นตัวต่อสำหรับเล่นหรือเรียนรู้ระบบทางกลศาสตร์ต่าง ๆ แล้ว ยังสามารถประยุกต์ใช้ตัวต่อเลโก้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะความคิด การพัฒนาทักษะการเรียนรู้ รวมถึงใช้เป็นสื่อและเครื่องมือในการเรียนการสอนทั้งในและนอกชั้นเรียน ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  • ใช้สำหรับการพัฒนาทักษะการเรียนรู้และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองผ่านการลงมือปฏิบัติตามทฤษฏีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์ด้วยปัญญา (Constructionism)
  • Lego Serious Play (LSP) กระบวนการที่นำตัวเลโก้มาใช้เป็นเครื่องมือในการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ วางกลยุท์ในการดำเนินงาน รวมถึงต่อยอดนวัตกรรมขององค์กรในเชิงธุรกิจ ตามแนวคิด Building A Better Business: Using The LEGO Serious Play Method
  • ใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างต้นแบบจำลองสำหรับโครงงานหรือการแก้ปัญหาต่าง ๆ ในกระบวนการเรียนรู้จากการทำโครงงาน (Project based learning, PjBL) และกระบวนการเรียนรู้บนฐานการแก้ปัญหาจริง (Problem based learning, PBL)
  • การแข่งขันหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เช่น First LEGO League, ROBO Cup, WRO เป็นต้น
  • การประยุกต์ใช้ LEGO กับการเรียนการสอน เช่น ใช้เป็นชิ้นงานจำลองในการเรียนรู้เคมีพื้นฐานเรื่องโครงสร้างโมเลกุล เป็นเครื่องมือและสื่อในการทดลองทางฟิสิกส์ แบบจำลองโครงสร้างDNA เครื่องมือสร้างคำศัพท์และประโยคในภาษาอังกฤษ เป็นสื่อสอนคณิตศาสตร์เบื้องต้น
  • ใช้ในการเรียนรู้ผ่านการเล่าเรื่องราวโดยอาศัยตัวต่อเลโก้ (Storytelling)
  • ฝึกการลำดับความคิดและเขียนโปรแกรมเบื้องต้นจากการควบคุมระบบอัตโนมัติ

50459_3

LEGO Education

แสดงการประยุกต์ใช้ตัวต่อเลโก้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะความคิด การพัฒนาทักษะการเรียนรู้ รวมถึงใช้เป็นสื่อและเครื่องมือในการเรียนการสอนทั้งในและนอกชั้นเรียน เช่น LEGO Serious Play, PBL Workshop, Constructionism Workshop, Modeling Molecular set, Physics Experiment, Storytelling, Programming, LEGO Robotics

 

Plicker

Plickers เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการเก็บรวบรวมข้อมูลของผู้เรียน เพื่อนำไปใช้ในการประเมินผลระหว่างเรียน (Formative Assessment) โดยไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของผู้เรียน เริ่นต้นจากผู้สอนทำการสร้างข้อคำถามและตัวเลือกคำตอบ ให้ผู้เรียนทุกคนเลือกคำตอบที่ถูกต้อง เครื่องมือ Plicker จะทำให้ผู้สอนสามารถตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียนต่อเนื้อหาในชั้นเรียนนั้นๆ ได้อย่างทันที โดยแสดงผลการตอบคำถามออกมาในลักษณะของกราฟ

ขั้นตอนการนำ Plicker มาใช้

Curriculum Dashboard

ระบบแสดงผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ (Curriculum mapping) ระหว่างผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับหลักสูตร Program level Learning Outcomes – PLO) ผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับรายวิชา และสมรรถนะที่พึงประสงค์ของบัณฑิต ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงหลักสูตรตามตามแนวคิดการศึกษาที่มุ่งผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน (Outcome Based Curriculums)

Formative Assessment Method Card

การ์ดที่รวบรวมเทคนิคการประเมินผลการเรียนรู้เพื่อพัฒนา (Formative assessment)  ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการให้ feedback ที่มีประโยชน์และทันเวลาเพื่อให้นศ. นำไปใช้พัฒนาการเรียนรู้ของตน Formative assessment ยังเป็นเทคนิคการสอนที่ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมและกระตุ้นผู้เรียนในการเรียนรู้แบบ Active learning

ตัวอย่างเทคนิคการประเมินผลการเรียนรู้เพื่อพัฒนา (Formative assessment) ที่อยู่บนการ์ด

วิธีการใช้ Formative Assessment Method Card