production cover

สร้างสื่อการเรียนรู้มัลติมีเดีย

สื่อการเรียนรู้ประเภทมัลติมีเดีย ซึ่งปัจจุบันผู้คนนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยมากขั้นตอนการสร้างจะถูกแบ่งเป็นหลักๆ 3 ส่วน ดังนี้

ขั้นเตรียมและวางแผน เป็นขั้นตอนเตรียมความพร้อมในด้านข้อมูล องค์ความรู้ และวางแผนงานก่อนเริ่มลงมือถ่ายทำ โดยจะใช้ Storyboard เป็นเครื่องมือช่วยวางแผนการทำงาน

ขั้นลงมือผลิต เป็นขั้นตอนลงมือผลิต และตัดต่อตามที่วางแผนไว้ จะประกอบไปด้วย การบันทึกภาพบันทึกเสียง ตัดต่อ ตรวจสอบ และแก้ไขให้เป็นไปตาม Storyboard

ขั้นใช้งานและประเมินผล การนำสื่อไปทดลองใช้งาน และติดตามประเมินผลสื่อชิ้นนั้น  เพื่อนำข้อมูลมาใช้พัฒนาปรับปรุงสื่อ ในครั้งต่อไป

แนวคิดการสร้างสื่อ(
Idea &Theme)
ในการสร้างสื่อการเรียนรู้สิ่งแรกที่ควรคำนึงและรีบตัดสินใจให้ชัดเจนคือ แนวคิดหลัก และใจความสำคัญ สื่อการเรียนรู้หนึ่งชิ้น ควรมีแนวคิดและใจความสำคัญ จะช่วยบอกขอบเขตและทิศทาง ดังนั้นทั้งสองอย่างนี้จะต้องชัดเจน และไม่เปลี่ยนแปลง หากไม่ชัดเจนหรือเปลี่ยนบ่อยๆ จะทำให้การทำงานให้ส่วนต่างๆนั้นสับสน และใช้เวลาเพิ่มมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้อาจจะทำให้สื่อสารองค์ความรู้ได้ไม่ดีอีกด้วย ดังนั้นก่อนการทำสื่อควรประชุมหารือเพื่อตัดใจให้เรียบร้อยเสมอ

แนวคิดที่คิดขึ้นมานั้นอาจจะไม่ได้ใช้คำที่ซับซ้อน และยืดเยื้อมากนัก อาจจะใช้เป็นสำนวนสั้นๆ หรือประโยคสั้นๆที่บอกความต้องการของผู้จัดทำทั้งหมดได้ ตัวอย่างเช่น

“สร้างสื่อวิทยาศาสตร์ เรื่องฝนตก ด้วยวีดีโอ แบบสารคดี” หรือ “ทำสารคดี เพื่อสอนความอดทนมีผลกับความสำเร็จ”

เมื่อมีแนวคิดที่ชัดเจนแล้ว จึงจะนำไปขยายเป็นโครงเรื่อง บทบรรยาย และ Storyboard ที่ถ่ายทอด ใจความสำคัญทั้งหมดได้

Tip :
-การหาไอเดียมักจะได้มาจากประสบการณ์ในชีวิตจริง  มุมมองจากหนังสื่อที่อ่าน รายการ เกม ภาพยนต์ หรือ สื่ออื่นๆที่รับชมในชีวิตประจำวัน ดังนั้นการค้นหาหรือรับชมสื่อต่างๆ จะทำให้มีข้อมูลและนำมาประยุกต์ใช้ได้
-หากต้องการสร้างสื่อแล้วคิดไอเดีย มุมมองนำเสนอไม่ออก  อาจจะนำหัวข้อวิชาการที่จะสร้างสื่อมาปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญการทำสื่อ อาทิ โปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ หรือนักพัฒนาสื่อฯ ภายหลังได้
-การใช้เครื่องมือ Brainstorming จะช่วยให้ค้นหาไอเดียได้

โครงเรื่อง(Plot)
โครงเรื่องจะเปรียบเสมือนแผนที่ หรือแผนผังของสื่อ จะแสดงลำดับการเล่าเรื่องว่าดำเนินเรื่องไปในทิศทางใด  ซึ่งจะสอดคล้องกับไอเดียที่คิดไว้แล้วในตอนแรก ประกอบไปด้วย

1.บทนำ เป็นการบอกเล่าเพื่อปูทางเข้าสู้เนื้อหาหลัก ซึ่งควรจะต้องมีความน่าสนใจและดึงดูดใจ
2.เนื้อหาหลัก อธิบายประเด็นต่างๆที่ต้องการให้ครบถ้วน ขยายประเด็นเติมรายละเอียดและตัวอย่าง ฯลฯ
3.จุดจบและสรุป สรุปทบทวนเนื้อหา และกล่าวทิ้งท้าย

ตัวอย่าง
กล่าวแนะนำตัวแนะนำหัวข้อเรื่องและนิยามโดยแทรกภาพหรือวิดีโอปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกี่ยวข้อง อธิบายสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในปรากฏการณ์นั้น อธิบายสมการสำคัญที่ใช้ในหัวข้อนี้ ตัวอย่างการนำสมการไปใช้ จากนั้นสรุปและทิ้งท้าย และแทรกเครดิตท้ายวีดีโอคลิป”

แต่บางครั้งลำดับการเล่าเรื่องอาจจะมีความแตกต่างกันบ้างโดยมักจะคำนึงถึง”ความถูกต้อง ครบถ้วนน่าสนใจ และความเข้าใจ” เป็นหลัก

Tip:
-เนื่องจากสมาธิของผู้ใช้งานจะสูงที่สุดในช่วงแรกๆ ดังนั้นภายในช่วงเวลา 1-5 นาทีแรกควรที่จะกล่าวถึงประเด็นสำคัญที่ต้องการจะสื่อออกไปให้ได้   หรือใช้มุกตลก เหตุการณ์สำคัญเพื่อดึงดูดใจผู้ใช้งานให้มีความสนใจที่จะใช้งานสื่อได้จนจบ
-สามารถใช้หลักการตั้งคำถามมาสร้างเป็นโครงเรื่องได้ เช่น พูดถึงเรื่องอะไร ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น จะแก้ไรอย่างไร ฯลฯ

บทบรรยาย(Detail)
บทบรรยายในสื่อการเรียนรู้นั้นเป็นการเล่าเรื่อง เชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆเข้าด้วยกัน ให้สอดคล้องกับโครงเรื่อง(Plot)ของสื่อและไอเดียที่คิดไว้ตอนแรก  โดยส่วนมากมักจะแตกต่างกันออกไปตามความชอบของผู้เขียน และไอเดียของสื่อ จึงไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าบทแบบไหนดีที่สุด  แต่สิ่งที่ผู้เขียนบทบรรยายควรคำนึงถึงเมื่อต้องการเขียนบทมีดังนี้

“ถูกต้อง,   กระชับ,  สนุก”

ความถูกต้อง
การสร้างสื่อการเรียนรู้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องความถูกต้องทางวิชาการ ไม่ว่าอาจารย์เขียนบทด้วยตนเองหรือผู้อื่นเขียนบทให้ก็ต้องทำการตรวจสอบทุกครั้ง โดยสิ่งต้องตรวจสอบนั้นแบ่งได้เป็น
ประเด็นสำคัญของสื่อ (Keyword)  ก่อนเขียนบทบรรยายผู้เขียนจะต้องค้นคว้า และสรุปประเด็นสำคัญของหัวข้อ จากนั้นจึงค่อยทำการแต่งบทบรรยาย โดยบทบรรยายจะต้องครอบคลุมถึงประเด็นสำคัญต่างๆ ได้ถูกต้อง ครบถ้วนไม่ตกหล่น และสามารถอธิบายได้ตรงความหมายที่ต้องการจะสื่อสารที่สุด
ความน่าเชื่อถือ (Reference) ในจุดสำคัญทางวิชาการนั้นควรจะมีการทำอ้างอิงเสมอ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของสื่อการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น โดยอาจจะนำไปใส่ที่ท้ายเครดิต หรือใช้ร่วมกับการอ้างอิงภาพ วีดีโอที่ใช้ในสื่อได้

Tip:
-ให้อาจารย์ผู้สอนเป็นผู้ตรวจสอบเพราะอาจารย์ผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญในเนื้อหาอยู่แล้ว ทำการสรุปประเด็นที่จะทำสื่อ ตรวจสอบเนื้อหาต่างๆมาก่อนที่จะทำการเขียนบทพูดหรือพากษ์ จะให้สามารถทำงานได้รวดเร็วขึ้น
-การกำหนด Keyword หรือประโยคสำคัญที่จะต้องพูดแน่นอนก่อน แล้วจึงมาแต่งประโยคต่างๆเพื่อเชื่อมคำเหล่านี้ไว้ด้วยกัน จะช่วยให้สามารถสร้างบทบรรยายคร่าวๆได้(บทร่าง) จากนั้นจึงค่อยปรับปรุงสอดแทรกมุกตลกให้สนุกภายหลัง
-หากมีการนำเนื้อหา ภาพ วีดีโอ ควรมีการตรวจสอบด้านลิขสิทธิ์ด้วย

กระชับ
บทบรรยายที่ดีนั้นจะต้องมีความกระชับไม่ยืดยาวจนเกินไป ดำเนินเรื่องฉับไว เพราะสมาธิผู้ใช้งานสื่อนั้นจะรักษาประสิทธิภาพดีที่สุดเพียง 30 นาที  และเวลาของช่วงสมาธิสูงที่สุด จะอยู่ในช่วง 1- 5 นาทีแรก นอกจากนี้การเรียนรู้ด้วยตอนเองจะทำให้ไม่มีคนอื่นคอยกระตุ้นสมาธิ   หากบทบรรยายสามารถกล่าวถึงประเด็นสำคัญได้ครบถ้วนภายในช่วงที่ผู้ใช้งานยังคงมีสมาธิได้จะดีที่สุด ถ้าไม่สามารถกระชับใจความได้แล้ว ช่วงต้นของสื่อควรจะสามารถดึงดูดใจเพียงพอที่จะมีความต้องการใช้งานต่อในช่วงหลังที่มีประเด็นสำคัญซ่อนอยู่ให้ได้

Tip:
-โดยปกติบทบรรยายที่เขียน (พิมพ์ใน Microsoft Word-ขนาดอักษร 16) ถ้ามีความยาว 1 หน้า A4 จะใช้เวลาในพูดตอนถ่ายทำ ใช้เวลา 1-2 นาที โดยประมาณ ทั้งนั้นอาจจะขึ้นกับ ความเร็วในการพูดของนักแสดง หรือพิธีกร  การเว้นวรรคลมหายใจ การสอดแทรกมุกตลก ฯลฯ
-เมื่อเขียนเรียบร้อยแล้ว สามารถทดสอบอ่านและจับเวลาดูเพื่อตรวจสอบระยะเวลาของสื่อได้ ก่อนทำการแก้ไขปรับปรุงให้เป็นไปตามต้องการ โดยการลดทอนเนื้อหาส่วนที่ไม่จำเป็นออกไป หากมีการอธิบายที่ยืดยาวก็อาจจะลด ตัดทิ้งหรือเปลี่ยนแปลงให้กระชับขึ้น
-การวางโครงเรื่องที่ดีจะทำให้แต่งบทบรรยายได้ง่าย บทบรรยายควรเขียนขึ้นจากประสบการณ์จริง ไม่จำเป็นต้องหรูหราเกินความเป็นจริงมาก
-บทที่ดีควรจะต้องเข้าใจง่ายนึกภาพตามได้

สนุก
สิ่งสุดท้ายที่ต้องคำนึงคือ “ความรู้สึกสนุก” เพราะความสนุกนี้จะช่วยให้สื่อการเรียนรู้มีชีวิตชีวาน่าสนใจและน่าติดตาม ซึ่งทำได้ด้วยการถ้อยคำ หรือใช้ภาษาอย่างประณีต คมคาย ทำให้บทดูลื่นไหลสอดคล้องกับภาพและเหตุการณ์ ส่วนใหญ่จะแตกต่างกันไปตามรสนิยม และแนวคิดตั้งต้นของสื่อ

Tip:
-การนำบทร่าง ไปให้คนอื่นๆที่ความแตกต่างทั้งทางวิชาการ รสนิยม ฯลฯ ช่วยอ่านและขอความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา จะช่วยให้เห็นข้อบกพร่อง และแนวคิดที่จะนำมาปรับปรุงบทได้ โดยเราอาจจะเก็บข้อโต้แย้ง และไม่โกรธในข้อเสนอต่างๆ ทำเพียงเก็บข้อมูลเท่านั้น
-การนำเทรนด์ที่นิยมในขณะนั้นมาประยุกต์ใช้ก็จะทำให้บทบรรยายดูน่าสนใจมากขึ้น  เช่น ขอ 3 คำ
ภาษาวัยรุ่น ฯลฯ
-ไม่ควรกังวลว่าบทบรรยายจะต้องสมบูรณ์แบบ ไร้ที่ติ แต่ควรปรับปรุงบทบรรยายให้เกือบสมบูรณ์แบบ และไม่ควรเสียดายเวลาที่จะปรับปรุงบทบรรยาย

อ้างอิง
wikihow.com

Leave a Reply

Your email address will not be published.