Screenshot 2019-04-28 15.04.42

การออกแบบกิจกรรมอบรมครู: การใช้เทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ในโลกยุคดิจิทัล

Print Friendly

งานอบรมครูหัวข้อ:

การใช้เทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ในโลกยุคดิจิทัล

สำหรับครูรุ่นใหม่ที่เป็นนักเรียนในพระราชานุเคราะห์
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

23 เมษายน 2562

ณ โรงแรม Beyond Suite กรุงเทพมหานคร

วิทยากร

  1. ผศ. ดร. ธนาวินท์ รักธรรมานนท์
  2. ดร. สุพร พงษ์นุ่มกุล
  3. ผนวกเดช สุวรรณทัต
  4. ไพฑูรย์ อนันต์ทเขต
  5. เมตตา มงคลธีระเดช
  6. ศุเรนทร์ ฐปนางกูร

หลักการออกแบบกิจกรรม

ได้รับโจทย์ให้ออกแบบโปรแกรมอบรม 1 วันให้กับคุณครูจำนวนประมาณ 100 ท่าน เป็นคุณครูที่บรรจุเข้าทำงานแล้วประมาณ 1 – 2 ปี (อายุประมาณ 20 ต้นๆ) ซึ่งครูกลุ่มนี้เคยได้รับทุนการศึกษาจากสมเด็จพระเทพฯ ปัจจุบันทำงานอยู่ตามท้องที่ต่างๆ ของประเทศไทยในทุกภาค โดยเฉพาะพื้นที่ชนบท ห่างไกล และชายแดน  บางโรงเรียนสามารถใช้ไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตได้จำกัด เช่น ไฟติดๆ ดับๆ แล้วแต่สภาพแสงแดดและการทำงานของ solar cells บางโรงเรียนเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้เพียงแค่ 2 – 3 ชั่วโมงต่อวัน หรืออาจเชื่อมต่อไม่ได้เลย ต้องอาศัยอินเทอร์เน็ตของที่บ้านคุณครู หรือผ่านระบบโทรศัพท์ของคุณครู

จากโจทย์ดังกล่าวสามารถสบายใจได้อย่างหนึ่งว่า ช่วงอายุของคุณครูที่เพิ่งเรียนจบใหม่ ย่อมเป็นเครื่องยืนยันได้ในระดับเบื้องต้นว่าคุณครูน่าจะมีความคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยี ICT ในระดับหนึ่ง และสามารถเรียนรู้ได้โดยไม่ยากนัก

สิ่งที่เป็นข้อจำกัดสำคัญคือการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ส่งผลให้หัวข้อที่เลือกมาจัดอบรมนั้นจะต้องเป็นไม่ใช่เทคโนโลยีที่ต้องอาศัยการเชื่อมต่อตลอดเวลา เช่น การ Live  สภาพความขาดแคลนในโรงเรียนอาจทำให้เทคโนโลยีที่ต้องศัยอุปกรณ์ทันสมัย เช่น VR/AR ไม่สามารถใช้งานได้ (นักเรียนอาจไม่มีโทรศัทพ์ หรือโทรศัพท์ของคุณครูอาจมีหน่วยความจำไม่เพียงพอ)

ข้อมูลที่ได้รับจากการสำรวจความต้องการเบื้องต้น โดยท่าน อ.ประวิต คือ คุณครูต้องการเรียนรู้เรื่องที่หลากหลายจำนวนมาก เช่น โปรแกรมสำเร็จรูปต่างๆ โดยเฉพาะ Spreadsheet (Excel) ไม่มีทางที่จะสามารถสอนให้เสร็จได้ภายในวันเดียว  จากการปรึกษาร่วมกับ อ.ศุเรนทร์ จึงได้ทางออกที่น่าสนใจมาก นั่นคือ ภายในเวลาเท่านี้เราควรสอนทักษะให้คุณครูสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้ ทั้งแบบที่ค้นหาความรู้ด้วยตนเอง 100% และแบบที่สามารถเรียนออนไลน์บนระบบ e-learning ที่เราสร้างขึ้น และเติมเนื้อหาลงไปอย่างต่อเนื่องหลังจากจบการอบรมแบบพบหน้า  เมื่อมีโอกาสและงบประมาณในการพบกันใหม่เราก็สร้างคอร์สอบรมแบบ blended learning (ผสมระหว่าง online กับ face-to-face) ขึ้นได้

เราตกลงกันว่าจะสร้างระบบ e-learning ด้วย moodle เพราะค่าใช้จ่ายต่ำ (ฟรี + ค่า server ซึ่งสามารถยืมโครงการของ มจธ. ใช้ไปก่อน) ติดตั้งได้ไม่ยุ่งยากเกินไป สามารถติดตามพฤติกรรมของผู้เรียนได้ และสะดวกต่อการทบทวนเนื้อหาภายหลัง  การตัดสินใจนี้ได้พิจารณาทางเลือกอื่น ได้แก่ Facebook Group, Open EdX, Canvas, และ LEB2

ดังนั้น สิ่งแรกที่ต้องสอนคือการใช้ moodle ขั้นพื้นฐาน เพื่อให้คุณครูสามารถเข้ามาเรียนคอร์สต่างๆ ได้ทั้งในวันอบรม และในอนาคต ในส่วนนี้ได้รับข้อคิดจาก อ.ศุเรนทร์ ว่าจะต้องไม่ลงรายละเอียดมากเกินไปในคราวแรก ไม่เช่นนั้นจะน่าเบื่อเพราะผู้เรียนยังไม่เห็นประโยชน์  แนะนำให้สอนแบบ “on-the-job training” นั่นคือ ให้ใช้ moodle เพื่อเรียนเนื้อหาส่วนอื่นไปเลย (เช่น YouTube) แล้วก็ได้เรียนการใช้ moodle ไปพร้อมๆ กับเนื้อหาส่วนนั้น

แน่นอนว่าถ้าพูดถึงการเรียนออนไลน์ สื่อที่สำคัญที่สุดก็คือวิดีโอ คนทั่วไปดูวิดีโอออนไลน์เป็นอยู่แล้ว แต่มักเป็นการดูแบบ passive  ปล่อยให้เนื้อหาบันเทิงไหลไปเรื่อยๆ ไม่สามารถควบคุมวิดีโอได้อย่างแท้จริง ในขณะที่การเรียนรู้ผ่านวิดีโอให้ประสบผลสำเร็จนั้น ผู้เรียนจะต้อง active ในการควบคุมวิดีโอเพื่อไปยังตำแหน่งของความรู้ที่ต้องการ เพื่อทบทวนสิ่งที่ไม่เข้าใจ และเพื่อแบ่งปันความรู้กับเพื่อนหรือนักเรียนของตน ดังนั้นการสอนทักษะในการดูวิดีโอเพื่อการเรียนรู้จึงเป็นเสมือน online learning bootcamp ที่สำคัญมาก  สิ่งที่ผู้เรียนควรทำได้ เช่น การปรับความเร็วของวิดีโอ การเปิด/ปิด subtitle การสร้าง playlist การปิดระบบ auto-play และควรรู้จักตัวอย่างของช่องทางการเรียนรู้ผ่านวิดีโอ เช่น YouTube channels ต่างๆ

เมื่อพูดถึงวิดีโอ หลายคนก็คิดถึง YouTube และ Facebook  เนื่องด้วยเวลาจำกัด จึงจำเป็นต้องเลือกโฟกัสที่แพล็ตฟอร์มเดียวนั่นคือ YouTube  สาเหตุเพราะระบบวิดีโอบน Facebook นั้นยังล้าหลังอยู่มาก ผู้ชมแทบจะไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย นอกจากใช้เพื่อเสพสื่อบันเทิงแบบ passive เพียงอย่างเดียว  ข้อยกเว้นคือระบบ Live ของ Facebook ค่อนข้างดี แต่เนื่องจากเราตัดสินใจไว้แล้วว่าจะไม่สอนเนื้อหาส่วนนี้ ระบบที่เราเลือกจึงเป็น YouTube

นอกจากนี้ เพื่อให้เข้ากับบริบทของชุมชนที่ขาดแคลนอินเทอร์เน็ต เราจะต้องสอนวิธีการดาวน์โหลดวิดีโอไว้ชมแบบ offline ด้วย ทั้งนี้ คุณครูจะต้องรู้และเข้าใจประเด็นทางด้านกฎหมายลิขสิทธิ์และจริยธรรม จึงจัดให้มีการอภิปรายเรื่อง Fair Use ไปควบคู่กัน  ถือว่าเป็นหัวข้อสำคัญของ Digital Literacy อีกหัวข้อที่สำคัญคืออันตรายต่อเด็กและเยาวชนที่อาจเกิดขึ้นจากการปล่อยให้เด็กดู YouTube โดยปราศจากการควบคุมดูและและความระมัดระวังของผู้ใหญ่ และแนวทางการป้องกัน

สื่อการเรียนรู้อีกชนิดหนึ่งที่มีความเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับโรงเรียนในถิ่นทุรกันดารก็คือ podcast  จากงานวิจัยของสถาบันการเรียนรู้พบว่าสื่อ podcast มีปัจจัยแห่่งความสำเร็จที่เหมาะสมหลายประการ เช่น เป็นการดาวน์โหลดมาเก็บไว้ ไม่ต้องใช้อินเทอร์เน็ตตลอดเวลาขณะฟัง เป็นการส่งข้อมูลแบบ push (ไม่เสียเวลาไปนั่งเลือกตอนดาวน์โหลด) เป็นสื่อที่ใช้ฟังระหว่างทำกิจวัตรประจำวันอื่นๆ ไปพร้อมกันได้ และเป็นสื่อที่คุณครูสร้างได้ง่าย ประหยัดเวลา ประหยัดเงิน (ไม่ต้องใช้อุปกรณ์แพง) และประหยัดแรง ไม่ต้องห่วงเรื่องเสื้อผ้า/หน้า/ผม คนเป็นครูสามารถพูดบรรยายได้ง่ายกว่าการออกหน้ากล้อง

ดังนั้น เราควรแนะนำให้คุณครูรู้จักวิธีการ subscribe และการฟัง podcast สถานีที่เกี่ยวกับการเรียนรู้  และให้คุณครูได้ทดลองสร้าง podcast ขึ้นด้วยตนเอง โดยการอัดเสียงตามหัวข้อที่วิทยากรแนะนำให้ และอัพโหลดขึ้นไปบนสถานีที่สร้างไว้ล่วงหน้า ชื่อ “TPSS – ครูทุนพระราชทาน”  โดยทำงานเป็นกลุ่ม และใช้อุปกรณ์พื้นฐานมากที่สุด นั่นคือ smartphone ของคุณครูเอง หลังจากนั้นให้คุณครูสร้าง podcast อีกครั้งในการอบรมวันสุดท้าย บันทึกสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ หรือบันทึกบทสะท้อนความคิดที่ตนเองได้เขียนขึ้น  เป้าหมายของการอบรม podcast จึงมีสองประการ คือ 1) เพื่อให้ครูรู้จักสถานี podcast ที่มีประโยชน์ และแนะนำให้นักเรียนฟังได้; และ 2) เพื่อให้ครูเกิดแรงบันดาลใจในการสร้างเนื้อหาเพื่อเผยแพร่ผ่าน podcast ด้วยตนเอง

การประเมินผลการเรียนรู้จำเป็นต้องพึ่งพาระบบการประเมินตนเอง (self assessment) เนื่องจากมีสัดส่วนผู้เรียนต่อวิทยากรจำนวนมาก และมีเวลาจำกัด ดังนั้นระบบ e-learning จะประกอบด้วยเนื้อหาที่แบ่งเป็นส่วนย่อยจำนวนมากหลายรายการ ผู้เรียนสามารถคลิกประเมินตนเองว่าสามารถทำสิ่งใดได้แล้วบ้างในลักษณะของ check list  ผู้เรียนที่เรียนบางส่วนไม่ทันเพราะติดปัญหาบางประการ หรือเพราะอุปกรณ์ไม่พร้อม สามารถเว้นว่างในข้อที่ตนเองยังทำไมไ่ด้ไว้ก่อน เพื่อทบทวนในภายหลัง และเพื่อส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทีมวิทยากรจะรวบรวมสื่อการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องจากแหล่งต่างๆ ที่สามารถเข้าถึงได้ฟรี ไว้ในระบบ e-learning ซึ่งจะไม่เปิดดูในวันอบรม แต่จะมีไว้เพื่อให้ผู้เรียนกดดูเองตามความต้องการภายหลัง  ระบบจะบันทึกอัตโนมัติว่าผู้เรียนกดดูวิดีโอใดบ้าง เพื่อเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ต่อไป

การประเมินผลการจัดการอบรม ทำได้ 2 วิธีคือ ดูจากผลการประเมินตนเองของผู้เรียนว่าเรียนได้เข้าใจครบถ้วนมากน้อยเพียงใด และสำรวจความคิดเห็นของผู้เรียน  เราจะให้ผู้เรียนกรอกแบบประเมินความคิดเห็น 2 รอบ คือ ก่อนพักกลางวัน และหลังจากจบการอบรมตอนเย็น โดยถามคำถามว่าเรียนเข้าใจหรือไม่ เร็วหรือช้าไปหรือไม่ ชอบ/ไม่ชอบสิ่งใด ต้องการเรียนเรื่องใดเพิ่มเติม และความคิดเห็น/คำแนะนำอื่น ๆ

ตั้งความหวังไว้ว่าจะได้ใช้เนื้อหาที่เตรียมไปประมาณ 80%  ผู้เรียนทุกคนเข้าใจเนื้อหาในขั้นพื้นฐานและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ โดยอาจมีบางท่านไม่เข้าใจเนื้อหาทุกส่วนก็ไม่เป็นไร และหวังว่าจะมีผู้เรียนบางคนที่เรียกร้องให้สอนเนื้อหาเพิ่มเติมในการอบรมครั้งต่อไป


หัวข้อหลัก

  1. การใช้งาน Moodle เบื้องต้น
  2. การใช้งาน YouTube ขั้นสูง เพื่อการเรียนรู้
  3. การฟัง และการสร้าง podcast

สื่อการเรียนรู้

  1. ระบบจัดการเรียนรู้ออนไลน์แบบ moodle ผ่านเว็บไซต์ kaimooc.com
    https://kaimooc.com/moodle/course/view.php?id=2
  2. สไลด์ประกอบการบรรยาย
    อ. ผนวกเดช: https://bit.ly/2Izi96G
    ดร. สุพร: https://bit.ly/2GANJi1
  3. สถานี podcast ชื่อ TSPP – ครูทุนพระราชทาน
    https://kaimooc.com/podcast/tpss/  
    https://podcasts.apple.com/us/podcast/id1460141535
  4. กลุ่ม LINE ครูในพระราชานุเคราะห์สมเด็จพระเทพ ฯ
  5. YouTube Playlist: https://www.youtube.com/playlist?list=PL_yc_kbXPlpS4CLDzMI51yUK2FiGlRKVB

รายงานสรุป


 

Screenshot 2019-04-28 15.14.00

Screenshot 2019-04-28 14.58.06

Screenshot 2019-04-28 14.05.08

Screenshot 2019-04-29 23.07.55