A Taste of Merlot

บันทึกสรุปงาน TCU International e-Learning Conference (2016)

Print Friendly

บันทึกสรุปงาน TCU International e-Learning Conference (2016) 

บันทึกโดย ผนวกเดช สุวรรณทัต

ผมได้เข้าร่วมงาน TCU International e-Learning Conference เมื่อวันที่ 28-29 ก.ค. 2559 ที่ศูนย์การประชุม BITEC แล้วได้มีโอกาสรับฟังหัวข้อบรรยายที่น่าสนใจสองเรื่องดังนี้

1) “Merlot” by California State University

A Taste of Merlot

2) “Secret Weapon for Thailand Education” by Google 

Google for Education

ผมจะขอเขียนสรุปในส่วนที่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับสถาบันการเรียนรู้ และ มจธ. เพื่อเป็นข้อมูลให้กับอาจารย์และนักวิจัยท่านอื่น บันทึกฉบับนี้เรียบเรียงจากข้อมูลที่จดระหว่างการประชุม และจากความทรงจำ โดยยังไม่ได้ทำการตรวจสอบข้อมูลซ้ำ (fact check) ดังนั้นจึงอาจมีบางส่วนที่คาดเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงในภายหลัง

website: http://iec2016.thaicyberu.go.th

———-

ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับงานประชุมวิชาการฯ

งานนี้จัดโดย Thailand Cyber University Project (TCU) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) โดยผู้เข้าร่วมไม่เสียค่าใช้จ่าย 

กำหนดการแบ่งออกเป็นสองวัน ในช่วงเช้าเป็นการประชุมรวมในห้องใหญ่ (plenary session) ส่วนในช่วงบ่ายเป็นการประชุมแยกห้องย่อย (parallel session) ผู้เข้าร่วมประชุมจะต้องเลือกห้องย่อยในช่วงบ่ายที่จะเข้าฟัง ดังนั้นในการประชุมลักษณะนี้จะเป็นการดีที่หน่วยงานจะส่งผู้เข้าร่วมประชุมมากกว่าหนึ่งคนให้เข้าฟังหลายๆ ห้อง เพื่อจะได้รับมุมมองที่หลากหลาย

สิ่งที่น่าสนใจมากของงานนี้คือวิทยากรที่หลากหลาย ทั้งจากหน่วยงานในไทยและต่างประเทศ (เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี สหรัฐอเมริกา แคนาดา) ทั้งจากภาครัฐและเอกชน (เช่น Google, Microsoft) 

———-

หัวข้อ: Merlot

วิทยากร: Prof Gerry Hanley, California State University

Background : เนื่องจาก California State University (ชื่อเล่น: CalState) มีอยู่ 23 วิทยาเขต (campus) จึงมีความจำเป็นที่จะต้องแบ่งปันทรัพยากรด้านการเรียนการสอนระหว่าง campus ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ, เอกสารการสอน, สื่อการสอน, เทคนิควิธีการสอน (pedagogy) ดังนั้นทาง CalState จึงได้จัดตั้งโครงการ Merlot ขึ้นมาตั้งแต่ปี 1997 เพื่อใช้เป็น “ห้องสมุด” เพื่อแลกเปลี่ยนทรัพยากรเหล่านั้น

Merlot เป็นชื่อองุ่นที่ใช้ทำไวน์แดงชนิดหนึ่ง (สินค้าสำคัญของรัฐ California) แต่ในที่นี้คำว่า MERLOT เป็นคำย่อของ Multimedia Educational Resource for Learning and Online Teaching ซึ่งโครงการนี้มี Prof Hanley เป็นผู้นำในตำแหน่ง Executive Director มาตั้งแต่เร่ิมแรก

จากที่ทำ Merlot ใช้เองในช่วงแรก ภายหลัง CalState ก็เชิญมหาวิทยาลัยอื่นๆ ให้เข้ามาใช้ประโยชน์ ต่อมาก็เริ่มมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยอื่นเข้ามาร่วมส่งผลงาน (หนังสือ สื่อการสอน ฯลฯ) เข้าสู่ฐานข้อมูลของ Merlot และมีผู้ทรงคุณวุฒิช่วยกันตรวจสอบคุณภาพของสื่อการสอน (peer-review) ทำให้ฐานข้อมูล Merlot ขยายตัวขึ้นมาก ครอบคลุมเนื้อหาวิชาที่หลากหลาย มีทั้งปริมาณและคุณภาพที่สูงขึ้น ทาง CalState จึงได้รับประโยชน์จากการมีส่วนร่วม (contribution) ของบุคคลภายนอกเหล่านี้ด้วย ในปัจจุบัน Merlot จึงเปิดกว้างให้คนทั่วโลกเข้ามาใช้งานได้ฟรี และเปิดรับผลงานจากทุกคน 

ผมยกมือถาม Prof Hanley ว่างบประมาณในการสร้างและดูแล Merlot มาจากไหน ท่านตอบว่าส่วนหนึ่งมาจากงบของ CalState ซึ่งต้องทำระบบนี้ใช้เองภายในอยู่แล้ว โดยมีต้นทุนในการจัดการ (ค่าคน, ค่า server, ค่า bandwidth, ฯลฯ) ประมาณปีละ 1 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ อีกส่วนหนึ่ง Merlot มีรายได้จากการขายระบบนี้ให้กับสถาบันอื่นที่ต้องการมีระบบคล้าย Merlot ใช้เป็นของตัวเอง และต้องการปรับเปลี่ยนหน้าตาของระบบ (customize) ให้เป็นไปตามรูปแบบที่ต้องการ ซึ่ง CalState จะคิดค่าบริการประมาณปีละ $10,000 อย่างไรก็ตามทุกคนสามารถใช้งานระบบนี้ได้โดยไม่ต้องจ่ายสตางค์

ผมประทับใจมากกับการตอบแบบตรงไปตรงมาและการเปิดเผยต้นทุนและราคาในลักษณะนี้ เพราะนี่อาจใช้เป็นต้นแบบ (model) ในการพัฒนาระบบ IT เพื่อใช้ในมหาวิทยาลัย โดยที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและสามารถอุ้มชูตัวเองได้

ผมถาม Prof Hanley เกี่ยวกับ computer infrastructure ว่า CalState ใช้ server ภายในมหาวิทยาลัยเอง หรือว่าใช้ cloud service ท่านตอบว่าในปัจจุบันใช้ server ของมหาวิทยาลัย แต่ในอนาคตอีกไม่นานคงจะต้องใช้ cloud 

สรุปว่า Merlot คืออะไร?

Merlot = online library of free learning and teaching material = ห้องสมุดฟรีของสื่อการเรียนการสอนออนไลน์

https://www.merlot.org

ในปัจจุบันมีสื่อการเรียนการสอนอยู่ทั้งหมดมากกว่า 7 หมื่นชิ้น ประกอบด้วยสื่อชนิดต่างๆ ที่หลากหลาย อาทิ Open Textbook (4,717 เล่ม), Presentation (20,144), Tutorial (3,847 รายการ), Animation (1,633 รายการ) ซึ่งทุกชิ้นสามารถนำมาใช้เพื่อการศึกษาได้ฟรี แต่รายละเอียดของ Creative Common license อาจจะแตกต่างกัน บางชิ้นอาจอนุญาตให้ใช้ในทางการค้าได้ด้วย บางชิ้นอาจอนุญาตให้แก้ไขดัดแปลงได้ด้วย 

ที่น่าสนใจคือ ePortfolio (302 รายการ) ซึ่งเป็นเสมือน syllabus ของวิชาต่างๆ ที่มีอาจารย์หลายท่านได้เคยสร้างไว้ใช้ในวิชาของตนเอง ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลต่างๆ เช่นรายการหนังสือ หรือรายการ bookmark ของสื่อการสอนต่างๆ ที่ใช้ในวิชา ตลอดจนการบ้าน โดยในบางกรณีสมาชิกสามารถคัดลอก ePortfolio ที่มีอยู่แล้ว เพื่อดัดแปลงให้เข้ากับวิชาของตนเองได้

Feature ที่สำคัญมากของ Merlot คือ Bookmark ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงแค่การบันทึกไว้ใช้ส่วนตัว แต่เป็นการแบ่งปันกันในกลุ่มสมาชิก 

– เราสามารถสร้าง bookmark โดยตั้งชื่อต่างๆ ได้ (เช่นชื่อตามรายวิชาหรือหัวข้อ)

– เราสามารถเพิ่มสื่อเข้าไปใน bookmark ของเราเองได้ และเขียน comment กำกับไว้ได้

– สำหรับสื่อแต่ละชิ้น ระบบจะรายงานให้เราทราบว่าสื่อช้ินนี้อยู่ใน bookmark ของใครบ้าง เพื่อที่เราจะสามารถไล่ดูสื่ออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้ง่าย โดยผ่านทาง bookmark ที่ผู้อื่นสร้างไว้ 

– เราสามารถคลิกดูที่ profile ของสมาชิกท่านอื่น ซึ่งอาจเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และมองเห็นว่าเขาได้สร้าง bookmark อะไรไว้บ้าง และสามารถดู bookmark เหล่านั้นได้

– เราสามารถคัดลอก/ทำซ้ำ (duplicate) และดัดแปลง bookmark ของคนอื่นได้ 

สมาชิกของ Merlot ประกอบด้วยผู้เรียน 50% และผู้สอนอีก 50% ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า Merlot เป็นเครื่องมือของทั้งผู้เรียนและผู้สอนเท่าๆ กัน 

ในส่วนของผู้สอนนั้น Merlot มีส่วนสนับสนุนการสอนที่น่าจะมีประโยชน์มากๆ เรียกว่า Pedagogy Portal : http://pedagogy.merlot.org ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลสำหรับผู้สอนในด้านต่างๆ มีการแบ่งหัวข้อชัดเจน ประกอบด้วย ทฤษฎีทั่วไปเกี่ยวกับการเรียนรู้, การออกแบบวิธีการสอน, กลยุทธ์การสอน, ความท้าทายของการสอน (เช่นการลอกงาน, ห้องเรียนขนาดใหญ่, ความกระตืนรือร้น), และการประเมินผล

แต่ละหัวข้อใหญ่จะแบ่งออกเป็นหัวข้อย่อย หัวข้อย่อยและละข้อจะมีบทความที่คัดสรรมาแล้วหลายบทความ พร้อมด้วยแหล่งที่มาและคำอธิบายสรุปสั้นๆ ทำให้เราสามารถใช้ pedagogy portal เป็นเครื่องมือสำคัญในการให้คำปรึกษากับอาจารย์ผู้สอนได้เป็นอย่างดี และตัวผู้สอนเองก็สามารถหาคำตอบของปัญหาที่ตนเองพบได้โดยง่าย 

ตัวอย่าง : หัวข้อใหญ่ด้านกลยุทธ์การสอน แบ่งออกเป็นหัวข้อย่อยหลายเรื่อง อาทิ วิธีการอภิปรายในห้องเรียน, การใช้เกม, การใช้ social media, การสอนเป็นทีม, การเขียนการบ้าน, และเรื่องที่ผมคิดว่าน่าสนใจมากที่สุดคือ: การใช้อารมณ์ขันในห้องเรียน

เมื่อคลิกที่หัวข้อย่อย “การใช้อารมณ์ขันในห้องเรียน” จะมีตารางแจกแจงรายการบทความ 5 บทความที่เกี่ยวข้อง โดยบางบทความก็จะเกี่ยวข้องกับทฤษฎี/คำแนะนำ เช่น “How Laughing Leads to Learning” (การหัวเราะนำไปสู่การเรียนรู้ได้อย่างไร?) จาก American Psychological Association โดยมีคำสรุปสั้นๆ ความว่า “บทความนี้อ้างอิงถึงงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และมีคำแนะนำในการนำอารมณ์ขันมาใช้ในห้องเรียน” และบางบทความก็จะเกี่ยวกับตัวอย่างการใช้งานจริงมากกว่าทฤษฎีพื้นฐาน เช่น “Using Humor in the Classroom” จาก National Education Association

นอกจาก 5 บทความที่ Merlot สรุปให้เป็นพิเศษในตารางนี้แล้ว เรายังสามารถคลิกดูบทความอื่นๆ ทั้งหมดที่มีคำว่า humor เป็น keyword ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 61 รายการ

สุดท้ายผมได้ถาม Prof Hanley ว่าถ้าเราพบบทความที่น่าสนใจ นำไปใช้ประโยชน์ในการสอนนักศึกษา และแปลเป็นภาษาไทยให้กับนักศึกษา เราจะสามารถแบ่งปันบทแปลดังกล่าวกลับเข้าไปใน Merlot เพื่อให้เป็นประโยชน์กับอาจารย์/นักศึกษาท่านอื่นได้หรือไม่? และ Merlot จะต้องการบทความภาษาไทยหรือไม่? ท่านตอบว่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง และปัจจุบัน TCU ก็กำลังพูดคุยเพื่อสร้าง Thai Merlot ในบริบทของประเทศไทยอยู่เช่นกัน

สรุป: Merlot คือแหล่งรวบรวมสื่อการเรียนการสอนขนาดใหญ่ ที่สามารถนำไปใช้ได้ฟรี นอกจากนี้ยังเป็นเสมือนเครื่อข่ายสังคม (social network) ของบุคลากรด้านการศึกษาจากทั่วโลก ให้สามารถแบ่งปันความรู้และเครื่องมือกันได้โดยง่าย นับว่าเป็นของขวัญที่ล้ำค่าที่ CalState University มอบให้กับวงการการศึกษาทั่วโลก ซึ่งเป็นประโยชน์กับทั้งอาจารย์และนักศึกษาในประเทศไทยเป็นอย่างย่ิง

———-

หัวข้อ: Secret Weapon for Thailand Education

วิทยากร: 

– Supatida Prompayuck (คุณปุ้ย)

– Aman Dayal

– Benjawon (คุณเบญ) 

จาก Google Asia Pacific (Singapore) 

การบรรยายแบ่งเป็นสองช่วง ในช่วงแรกคุณปุ้ยได้เล่าถึงบทบาทของ Google ในการสนับสนุนการศึกษา ในส่วนที่สองคุณ Aman และคุณ Ben กล่าวแนะนำบทบาทของ YouTube ในการศึกษา, ตัวอย่างการใช้งาน YouTube ที่ประสบความสำเร็จ, และกลยุทธ์การสร้างความนิยมให้กับสื่อการเรียนรู้บน YouTube ที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ได้

การบรรยายส่วนแรกนั้นมีกลิ่นอายของการส่งเสริมภาพพจน์บริษัทตามที่อาจคาดหวังได้จากการฟังบรรยายจากบริษัทเอกชนทุกแห่ง แต่ไม่ได้เป็นการโฆษณาสินค้า และไม่ได้เป็นไปเพื่อการส่งเสริมกิจกรรมทางการค้า แท้จริงแล้วมีประเด็นที่น่าสนใจให้คิดเพิ่มเติมอยู่มากเลยทีเดียว

ในด้าน hardware: ผมรู้สึกว่า Google ควรได้รับการชื่นชมที่ผลิตซอฟท์แวร์ส่วนใหญ่ให้ใช้ได้ในหลาย platform โดยไม่จำกัดอยู่ที่ Android (ไม่ว่าจะเป็น Windows, Mac OS, iOS, Linux) แต่ Google ก็มีสิ่งประดิษฐ์ทางด้าน hardware เช่นกัน เช่น Chromebook ซึ่งคุณปุ้ยนำมาให้ดู แต่บอกว่า Google ไม่ได้เป็นผู้ขายหรือผลิตเอง Google เพียงแต่ออกแบบ และวางหลักการสำคัญๆ ว่า Chromebook นี้จะต้องเป็น laptop ที่ราคาถูก, ไม่ต้องมี hard drive, ทำงานเป็น thin client, boot ได้รวดเร็ว (8 วินาที), อัพเดตซอฟท์แวร์ได้ง่าย, สามารถควบคุมจากศูนย์กลางได้ (centralized management) เพื่อให้สะดวกต่อสถานศึกษาที่ต้องการติดตั้ง software ในเครื่องของนักเรียนพร้อมกันหลายพันเครื่อง, และจะต้องแบ่งปันกันใช้ได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลส่วนตัวจะรั่วไหล (เพราะข้อมูลเก็บอยู่บน cloud, ไม่ได้เก็บบนเครื่อง) 

ในด้าน software: Google อนุญาตให้ผู้คนใช้ software ต่างๆ ได้ฟรี โดย software ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาได้แก่ Google Doc, Google Classroom และ software อื่นๆ ที่รวมกันอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า Google Apps for Education โดยหลายมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมอยู่ในเครือข่าย (รวมทั้ง มจธ.) สามารถใช้ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และไม่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ (unlimited storage) 

สำหรับชาว มจธ . สามารถใช้ Google App for Education ได้โดยการ sign in เข้า Google โดยใช้อีเมล username@mail.kmutt.ac.th ซึ่งจะทำให้เราสามารถใช้เครื่องมืออย่างเช่น Google Classroom ได้

พฤติกรรมการใช้งาน Google ในประเทศไทย: คุณปุ้ยแนะนำให้รู้จัก Google Trend ซึ่งสามารถบอกได้ว่า keyword ต่างๆ มีสถิติการค้นหามากน้อยแค่ไหนในช่วงเวลาต่างๆ เครื่องมือนี้สามารถทำให้อาจารย์เข้าใจความเป็นไปของหมู่วัยรุ่น ไม่ว่าจะเป็น trend เกี่ยวกับละคร, ศัพท์ใหม่, กีฬา หรือเพลง โดยตัวอย่างที่น่าสนใจคือคือคำว่า เกมส์, เพลง, และหวย (คำว่า “หวย” มีลักษณะกราฟความถี่เป็นคลื่นที่มีช่วง peak เดือนละสองครั้ง)

นอกเหนือจากบทบาทด้าน software, Google มีบทบาททางด้านการศึกษาในทางอื่นอีกด้วย เช่นการจัดกิจกรรมต่างๆ และการมอบทุนการศึกษา เป็นเรื่องค่อนข้างน่าแปลกใจที่คุณปุ้ยบอกว่าปัญหาที่พบในขณะนี้คือขาดแคลนผู้สมัครรับทุนจากประเทศไทย (!!!)

เทคโนโลยีใหม่: 

– มีการแนะนำ Google Expeditions ซึ่งเป็นวิดิโอสามมิติที่สามารถดูได้ผ่านแว่น Google Cardboard VR สามารถนำพานักเรียนไปทัศนศึกษาในโลกเสมือนได้

– มีการแนะนำ Google Home ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่วางภายในบ้าน สั่งการได้ด้วยเสียง ตอบสนองด้วยเสียง และสามารถควบคุมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในบ้านได้ คล้ายกับ Amazon Echo ที่ควบรวมกับ Internet of Things 

การบรรยายส่วนที่สอง เป็นเรื่องของการใช้ YouTube เพื่อการศึกษา 

คุณ Ben (YouTube Education Content Team) ได้เกริ่นนำว่า YouTube ในยุคแรกโด่งดังจากการเป็นแหล่งรวบรวมวิดิโอแมวน่ารักๆ แต่ในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงแค่นั้นแล้ว แต่มีวิดิโอที่หลากหลาย รวมทั้งวิดิโอทางด้านการศึกษา 

ในแต่ละเดือนมีผู้เข้าชมราว 1 พันล้านคน

ในแต่ละนาที มีวิดิโอถูกอัพโหลดความยาว 400 ชั่วโมง

ราวๆ 50% ของการรับชม เป็นการรับชมผ่าน mobile devices

YouTube มีโมเดลการแบ่งปันรายได้ ระหว่างบริษัทฯ กับเจ้าของ content ทำให้มีผู้สร้าง content ที่มีคุณภาพ เป็นที่นิยมของผู้คนมากมาย และบางคนก็สามารถมีรายได้เพียงพอที่จะเลี้ยงต้นเองและขยายกำลังการผลิตได้

ผู้ผลิต content มีการพบปะเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันที่งานประชุม vidcon (ครั้งล่าสุดจัดที่ Los Angeles)

ตัวอย่าง channel ทางการศึกษาที่น่าสนใจ: 

– OrmSchool: 

ส่วนใหญ่เป็นวิดิโอติววิชาต่างๆ ระดับมัธยม (เช่น เคมี, ภาษาอังกฤษ) ในรูปแบบของการเขียนบนกระดาษ ไม่มีลูกเล่นอะไรมาก แต่มีเนื้อหาสาระที่มีประโยชน์ต่อผู้เรียนจริงๆ และได้รับความนิยมสูงมาก ปัจจุบันมีวิดิโอราว 1 หมื่นเรื่อง มีนักเรียนผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดในคณะแพทย์ (น้องมุก แสงทิพย์ โชคอำนวย) ได้กล่าวขอบคุณ OrmSchool ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือการเรียนรู้

ชมการสัมภาษณ์ คุณแจ็ค นิติการ ประกอบธรรม (หากเขียนชื่อผิดต้องขออภัย) ได้ที่: https://youtu.be/bOqd7Ly65eg

ผมคิดว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยสามารถใช้ประโยชน์จากวิดิโอเหล่านี้ได้ โดยการแนะนำนักศึกษาที่มีความจำเป็นต้องทบทวนเนื้อหาบางส่วนให้ไปทบทวนกับวิดิโอเหล่านี้ อย่างไรก็ตามคงต้องมีการกลั่นกรองข้อมูลเล็กน้อยเพื่อให้แน่ใจว่าเนื้อหาที่ติวเพื่อการสอบนั้นไม่ขัดกับการคิดวิเคราะห์ที่ลึกลงไปในระดับอุดมศึกษา

– KruNokLek 

คุณครูสอนภาษาไทยในโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่ง มีเทคนิคการสอน การร้องเพลง และการเต้นที่น่าสนใจ ปัจจุบันมีผู้ subscribe ประมาณ 3 แสนคน คุณครูนกเล็กได้รับส่วนแบ่งค่าโฆษณาเพียงพอในการเลี้ยงดูครอบครัวและขยายกำลังการผลิตให้สามีของคุณครูลาออกจากงานประจำมาทำงาน production เต็มเวลา และให้ลูกของคุณครู (น้องถูกใจ) เป็นดาราในวิดิโอได้ 

ผมคิดว่าอาจารย์สามารถดูตัวอย่างเทคนิคการสอน การสร้างความมีส่วนร่วม (engagement) และการจัดกิจกรรมต่างๆ ได้จากครูนกเล็ก ถึงแม้นักเรียนในวิดิโอจะเป็นระดับอนุบาล/ประถม แต่บางแนวทางน่าจะนำมาปรับใช้ในระดับอุดมศึกษาได้

– AjarnAdam.tv

อาจารย์ Adam Bradshaw เป็นฝรั่งที่พูดไทยได้ชัดเจน มีแนวทางการสอนภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ และมีการลงทุนกับทีม production ที่ดูเป็นมืออาชีพมาก นับว่าเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจเพราะดูแตกต่างจาก OrmSchool อย่างชัดเจน แต่เนื้อหาเข้มข้นเหมือนกัน และประสบความสำเร็จได้เช่นเดียวกัน

คุณ Ben ตั้งข้อสังเกตว่า channel ที่ประสบความสำเร็จนั้นมักจะเร่ิมต้นจากอุดมการณ์ที่ต้องการเสียสละ ต้องการสอนผู้คนในวงกว้างด้วย content ที่มีคุณภาพ หลังจากนั้นเมื่อเป็นที่รู้จักจึงจะนำไปสู่การสร้างรายได้ (monetization)

หลังจากนั้นคุณ Aman บรรยายหัวข้อ Edutainment Secret Revealed: Top Strategies for Educational Channels on YouTube ได้อย่างน่าสนใจและมีประโยชน์ มาก เพราะคุณ Aman แจกแจงกลยุทธ์ต่างๆ เป็น 11 ข้อ (ผมเดาว่าเรียงลำดับตามความสำคัญ) และมีคำแนะนำในทางปฏิบัติที่ชัดเจน พร้อมด้วยการยกตัวอย่างวิดิโอและ channel ต่างๆ ที่นำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้จริงๆ 

กลยุทธ์ 11 ประการสำหรับ YouTube ประกอบด้วย:

1) สอนในสิ่งที่นักเรียนต้องการ

– เลือกปล่อยวิดิโอติวเนื้อหาวิชาในช่วงก่อนสอบ midterm, final เช่นช่อง CrashCourse for AP Exams 

– เลือกสอนเรื่องบางเรื่องในช่วงปิดเทอม

– ใช้ Google Trend ในการมองหาสิ่งที่นักเรียนสนใจตามฤดูการ 

– มองหา knowledge gap และสอนในสิ่งนั้น

2) ทำการบ้านให้ดี เพิ่มความน่าเชื่อถือ

– บอกแหล่งที่มาของข้อมูล

– ยอมรับความผิดพลาดเวลาที่รู้ตัวว่าสอนผิด

– แสดงวิทยฐานะของผู้สอนให้ชัดเจน (ผู้สอนทำงานที่ไหน, จบการศึกษาด้านไหน, มีตำแหน่งอะไรบ้าง, เคยได้รางวัลอะไรบ้าง)

– ต.ย. VSauce channel บอกว่าเขาใช้เวลากว่า 50% ในการเตรียมข้อมูล เพื่อให้แน่ใจว่าถูกต้อง

3) มีเส้นทางการเรียนรู้ที่ชัดเจน (clear lesson plan)

– ใช้ playlist ในการรวบรวมวิดิโอที่เกี่ยวข้องกัน

– ใช้ “end card” (หรืออาจเรียกว่า outro) ช่วงสิ้นสุดวิดิโอในการแนะนำบทเรียนถัดไป/บทเรียนที่เกี่ยวข้อง

– Playlist อาจจัดเรียงเนื้อหาตามลำดับเวลาก็ได้ หรือจัดเรียงตามชนิดของเนื้อหาก็ได้

– ใช้ hosted playlist นั่นคือมี host หรือพิธีกร ช่วยพูดแนะนำวิดิโอต่างๆ ใน playlist

– ใช้ curated playlist ซึ่งมีการจัดหมวดหมูเนื้อหา มีการคัดเลือกเนื้อหาอย่างรอบคอบ

– ต.ย.: หลังจากที่ CrashCourse channel ใช้ linear playlist พบว่ามีช่วงเวลาการดูวิดิโอ (view duration) เพิ่มขึ้นถึง 30% 

4) จัดสรรเวลาเพื่อพบปะผู้เรียน (office hours)

– รับฟังความเห็นจากผู้เรียนว่าต้องการให้สอนเรื่องอะไร

– ตอบคำถามผู้เรียน

– ตั้งคำถาม หรือแง่มุมในการอภิปรายในทุกๆ วิดิโอ 

– ถ่ายทอดสด และตอบคำถามสด

– ต.ย.: CodeOrg ใช้ Google Hangout เพื่อให้ผู้เรียนได้คุยกับคนดังในวงการ เช่น Gabe Newell

– ต.ย.: Veritasium (ช่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์) ถามคำถามแปลกๆ และชวนให้ผู้ชมตอบใน comment

5) ทำให้ทุกคนเข้าถึงได้ (universal access)

– มีคำบรรยายใต้ภาพ (caption) 

– สำรวจโครงสร้างประชากรของผู้ชม (demographic) 

– ใช้รูปแบบของเนื้อหาที่สามารถปรับเข้ากับท้องถิ่นต่างๆ ได้ง่าย (localized format)

– อาจพิจารณาผลิตวิดิโอหลายเวอร์ชั่น สำหรับหลายท้องถิ่น/ภาษา 

– ต.ย. Grand Illusions เพิ่มคำบรรยายภาษาอังกฤษ ทำให้จำนวนคนดูต่อวันเพิ่มขึ้น 83% และรายได้เพิ่มขึ้น 209%

6) เชิญวิทยากรพิเศษจากภายนอก (guest speakers)

– การเปลี่ยนหน้าวิทยากรจะช่วยให้การสอนดูมีความหลากหลาย ไม่จำเจ

– วิทยากรสองคนสามารถรวมความเชี่ยวชาญเข้าด้วยกัน ทำให้เนื้อหาเข้มข้นขึ้น 

– การแลกเปลี่ยนวิทยากรจาก 2 channels จะช่วยขยายกลุ่มผู้เรียนจากทั้งสอง channel ให้รู้จักอีก channel หนึ่งมากขึ้น นับเป็นการร่วมมือกันและช่วยกันโฆษณา

– อาจเชิญแขกรับเชิญนานๆ ครั้งก็ได้

– อาจมีการร่วมมือกันเป็นพักๆ ก็ได้

– ต.ย.: หลังจากที่ Vsauce ร่วมมือกับ HeadSqueeze ทำให้มีการคลิกจากช่องหนึ่งไปอีกช่องหนึ่ง (click-through action: CTA) เพิ่มขึ้นเป็น 48 เท่าในช่วงของการร่วมมือกัน และเป็น 5 เท่าใน 30 วันหลังจากนั้น

7) คิดถึงกลุ่มย่อย/ผู้เรียนกลุ่มพิเศษ (niche)

– เรื่องทั่วไปมีคนสอนหลายคนแล้ว

– ลองคิดถึงเรื่องที่เฉพาะเจาะจงเป็นพิเศษ โดยอาจจะเป็นการเฉพาะเจาะจงในเชิงเนื้อหา หรือในเชิงรูปแบบ เช่น “handwritten tutorial”

– การค้นพบผ่านกล่อง search: ช่องทั่วไปจะถูกค้นพบผ่าน search box เพียง 1% แต่ช่องที่เป็น niche content จะถูกค้นพบผ่าน search ถึง 41% 

– เราอาจทำวิดิโอบางเรื่องให้เป็น niche content 

– หรือเราอาจทำทั้ง channel ให้เป็น niche content ก็ได้

8) ปรับแก้ metadata ให้เหมาะสม

– ใช้ YouTube Analytics เพื่อดูว่าผู้ชมค้นพบ channel ของเราจากการค้นหาด้วยคำว่าอะไรบ้าง (ดูที่ traffic sources)

– สร้างบริบทสำหรับเนื้อหา: เขียนหัวข้อกว้าง, หัวข้อแคบ, ชนิดของเนื้อหา, และผู้สอน

9) ใช้รูปแบบที่สร้างสรรค์

– ใช้อารมณ์ขัน 

– ใช้ภาพเคลื่อนไหว (animation)

– ทดลองรูปแบบแปลกๆ เช่น Tom McFadden ใช้เพลงแร็พสอนวิทยาศาสตร์ใน “That’s Metal”

– ทดลองปรับเปลี่ยนความยาวของวิดิโอ ให้มีทั้งสั้น (รวบรัดน่าสนใจ) และยาว (ลงรายละเอียด)

 

10) ทำให้น่าติดตามตั้งแต่แรก

– ผู้เรียน 75% จะเปลี่ยนช่องถ้าต้องนั่งดูการแนะนำพิธีกรยาวสองนาที

– อย่าเสียเวลากับการแนะนำรายการ ควรพูดสิ่งที่น่าสนใจตั้งแต่ต้นในทันที (cold open) 

– เริ่มรายการด้วยคำถาม

– สำหรับวิดิโอที่ยาว ควรกล่าวสรุปเนื้อหาและอธิบายโครงร่างของเนื้อหา (outline)

– ต.ย.: Ted-Ed เริ่มด้วย intro ที่มีความยาวไม่เกิน 12 วินาที และยิงคำถามที่น่าสนใจในทันที เช่น “เราควรกินแมลงหรือไม่?”

11) ผลิตบทเรียนพิเศษที่คิดค่าเข้าชม (premium lessons)

– ควรทำวิดิโอฟรีให้เป็นที่นิยมและยอมรับโดยทั่วไปเสียก่อนแล้วจึงทำวิดิโอเพื่อขาย

– ควรสร้างหนังตัวอย่าง (trailer หรือ sneak peek) เพื่อให้ผู้เรียนรู้ว่าควรจ่ายเงินเพื่อดูฉบับเต็มหรือไม่

– ต.ย.: BigThink channel ใช้วิทยากรที่มีชื่อเสียงในการดึงดูดผู้ชม

ผมคิดว่าคำแนะนำทั้ง 11 ข้อนี้ ไม่เพียงแต่มีประโยชน์สำหรับการผลิตวิดิโอบน YouTube เท่านั้นแต่ยังสามารถนำมาปรับใช้กับการเรียนการสอนในบริบทอื่นได้ด้วย

สุดท้ายคุณ Aman แนะนำนำว่าเราสามารถอ่านคำแนะนำเพิ่มเติมได้ที่ YouTube Creator Playbook