6z8925gv4154yv

HOW TO – ทาโร่ อบกรอบ

เนื่องจากล่าสุด พี่ต้นย้วย ได้ทำทาโร่ไหม้ส่งกลิ่นแสบจมูกไปทั่วชั้น ผมเลยมาแนะนำวิธีทำ ทาโร่อบกรอบด้วยไมโครเวฟของ Li หลังจากไปพบเทคนิคนี้มาจากโซเชียล และทำบ่อยจนพบเวลาที่เหมาะสม ขั้นตอนแรก—แกะทาโร่วางบนจานที่เอาเข้าไมโครเวฟได้ โดยพยายามกระจายทาโร่ไว้รอบๆ เว้นตรงกลางไว้ดังรูป เพราะถ้าทาโร่จะไหม้ มันจะเริ่มไหม้จากตำแหน่งกลางจานเสมอ!! ขั้นตอนที่สอง—นำทาโร่เราเข้าไปเวฟ ด้วยไฟออโต้ รอบแรกประมาณ1นาที (ถ้ามีคนปรับเวลาไว้เกินก็ ใช้เพียง1นาทีก่อน นะครับ)  เพื่อลดความเสี่ยงที่มันจะไหม้ก่อนกรอบ ขั้นตอนที่สาม—นำทาโร่ออกจากไมโครเวฟ แล้วขยุ้มๆเพื่อพักให้ไอน้ำระเหยออกจากตัวเส้นทาโร่ ซึ่งทาโร่เราจะกรอบจากขั้นตอนนี้!! สำหรับคนที่ไม่ชอบกรอบมาก 1 นาทีก็สามารถนำไปทานได้แล้วนะครับ ขั้นตอนที่สี่—อบเพื่อความเหลืองกรอบ ให้จัดทาโร่ เป็นวงแบบขั้นตอนแรกอีกครั้ง และนำไปเวฟเพิ่มอีกประมาณ 30 วินาที  แล้วนำมาขยุ้มพักไว้สักครู่ ทาโร่ก็จะเหลืองกรอบครับ >w< หน้าตาทาโร่ทั้งสองแบบหลังอบเสร็จ แบบ 1 นาที แบบ1นาที 30 วินาที (แบบนี้จะเหลืองและกรอบกว่าแบบแรกนิดนึง) ลองทำดูนะครับ !!!  

tv39493w5980a1

ชีวิตทั้งชีวิต

เก็บข่าวมาเล่า  จากนสพ.มติชน เป็นประสบการณ์อันมีค่าที่คุณแก้วขวัญ วัชโรทัย ถ่ายทอดไว้                                         ชีวิตทั้งชีวิตของ นายแก้วขวัญ วัชโรทัย เลขาธิการพระราชวัง นับได้ถวายงานใกล้ชิดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาตั้งแต่อายุ 17 ปี จนกระทั่งถึงวัยเกษียณก็ยังทรงต่ออายุราชการให้ปฏิบัติงานเรื่อยมาจนวาระสุดท้ายของชีวิต ดั่งที่นายแก้วขวัญได้กล่าวไว้ในหนังสือ “พระมหากษัตริย์นักพัฒนา เพื่อประโยชน์สุขสู่ปวงประชา” ตอนหนึ่งว่า “ตอนนี้อายุมากแล้ว พระองค์ก็ยังทรงใช้งานอยู่ แสดงว่าทรงวางพระราชหฤทัยในตัวเรา คิดแบบนี้ก็ไม่เหนื่อย และขอทำงานด้วยด้วยความจงรักภักดี และเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์อย่างสูงสุดต่อไป” ตลอดทั้งชีวิตที่ได้ใกล้ชิดพระเจ้าแผ่นดิน นายแก้วขวัญได้ยึดหลักการดำเนินชีวิตและหลักการทำงานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสั่งสอน ซึ่งได้บรรยายในการอบรมข้าราชการแห่งหนึ่ง โดยได้ตีพิมพ์ลงในหนังสือที่พิมพ์ขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 72 ปี ท่านเลขาธิการพระราชวัง คุณแก้วขวัญ วัชโรทัย ดังนี้ ข้อแรก. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า “ทำอะไรต้องมีสติ” นึกอยู่จนกระทั่งพ.ศ.2509…

สุภาษิตสอนหญิง

มีสลึงพึงประจบให้ครบบาท……. คนสมัยได้เรียนเขียนอ่านสุภาษิตสอนหญิง ของท่านสุนทรภู่ กวีเอกของไทยสมัยรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๔ ที่องค์การยูเนสโกยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านวรรณกรรม ปี พ.ศ. ๒๕๒๙ จะต่อกลอนบทนี้ได้ …….อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์ จงมักน้อยกินน้อยค่อยบรรจง อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน ไม่ควรซื้อก็อย่าไปพิไรซื้อ ให้เป็นมื้อเป็นคราวทั้งคาวหวาน เมื่อพ่อแม่แก่เฒ่าชรากาล จงเลี้ยงท่านอย่าให้อดระทดใจ กลอนของท่านสุนทรภู่ เมื่ออ่านจะได้อรรถรสทางภาษาไม่รู้ลืม และได้บทสอนใจให้เป็นคนมีกตัญญูกตเวที คนโบราณนำมาถอดเป็นภาคปฏิบัติสอนลูกหลานให้หยอดกระปุกออมสิน ซึ่งขณะเป็นเด็กก็ได้แต่หยอดกระปุก เต็มเมื่อไหร่ก็นำไปฝากธนาคารออมสิน เป็นความภูมิใจวัยเด็ก เมื่อเป็นผู้ใหญ่ทำงานได้เองไม่ได้หยอดกระปุก แต่ได้ความคิดว่า การสอนของคนโบราณแค่เรื่องให้เด็กหยอดกระปุก จะได้ outcome หลายประการ :- ฝึกการรู้จักใช้เงินให้เหลือในแต่ละวัน เพื่อหยอดกระปุกทุกวัน ฝึกการมีวินัยทำอย่างสม่ำเสมอ จะเป็นนิสัยการออม ฝึกให้รู้จักรอคอย อยากได้อะไรจะใช้เงินที่หยอดกระปุกไว้ ไม่แบมือขอพ่อแม่ กลอนแต่ละบรรทัดมีความหมายอย่างลึกซึ้ง หากอ่านทั้งบทจะยิ่งได้ทราบว่าเป็นสุภาษิตที่ไม่มีวันล้าสมัย ไม่ต้องเป็นหญิงก็อ่านได้ ศิวะทัศน์ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๙

ปรัชญาแห่งมด

เราชาวบางมด ควรรู้จักมด และนำข้อคิดจากมดมาใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิต The Ant Philosophy ปรัชญาแห่งมด by Jim Rohn 1. Ants never quit มดไม่เคยละความพยายาม “จงอย่าละความพยายามในการหาหนทางสู่สิ่งที่หมาย” 2. Ants think winter all summer มดคิดถึงฤดูหนาวตลอดฤดูร้อน “ตระหนักความเป็นจริง และเตรียมรับกับเหตุการณ์ในอนาคต” 3. Ants think summer all winter มดคิดถึงฤดูร้อนตลอดฤดูหนาว “จงมองทุกสิ่งเชิงบวกตลอดเวลา” 4. Ants think “all – you – possible – can” มดคิดทุ่มเททุกสิ่งเท่าที่สามารถ “จงพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างเต็มกำลัง” สรุป อย่ายอมแพ้ – มองไปข้างหน้า – มองโลกในแง่ดี – ทำเต็มความสามารถ ………………. Siwatas…

n20131127145954_882793

ตะไคร้ให้ความคิด

วันหนึ่งซื้อตะไคร้มาต้มกินแก้ท้องขึ้น  6-7 ต้น  ต้มไป 3 ต้น เหลือ 4  ต้น ด้วยความเสียดายจับมาแช่น้ำในแก้ว แล้วก็ลืมไป 3 วัน นึกได้ไปดูอาการ ดีใจที่ตะไคร้ทั้ง 3 ใบยาวเกือบคืบ ส่วนหัวที่อยู่ในน้ำมีรากสีขาวงาม  ส่วนอีกหนึ่งไม่งอกราก ใบกาบนอกเปลี่ยนสีเป็นน้ำตาลอ่อนแห้งๆ   ท่าทางไม่รอด พิจารณาแล้วต้องลองช่วยชีวิต โดยลอกกาบนอกออก 1-2 ใบ เหลือชั้นในสีขาว  แยกแช่น้ำต่างหาก รออีก 3 วัน ได้ผล ต้นหนึ่งเดียวงอกทั้งรากและใบเกือบทันรุ่นพี่ทั้งสาม  นำลงดินได้ การปลูกตะไคร้ก็ทำมาหลายครั้ง  บางครั้งก็ตาย ไม่ได้ผล ทั้งๆ ที่ใครๆ คิดว่าธรรมดามาก ตะไคร้ขึ้นง่าย ตายยาก ตะไคร้ 4 ต้น ให้ความคิด จะทำอะไรต้องใส่ใจในสิ่งนั้น ต้องติดตามผลอย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะการปลูกต้นไม้ ต้นไม้แม้ชนิดเดียวกันก็ไม่เจริญเติบโตได้เท่ากัน เปรียบเหมือนนิสัยคนแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน นำมาปรับใช้ในการสื่อสารกับผู้คน  แต่ละคนใช้วิธีการต่างกัน ทำให้เข้าใจคนอื่นมากขึ้น ศิวะทัศน์  บันทึก 22 สิงหาคม…

glassorb1

ยิ่งเรียนยิ่งไม่รู้

ยิ่งเราเรียนมากขึ้น เรารู้มากขึ้น เราก็จะยิ่งพบสิ่งที่เราไม่รู้มากขึ้น หากเปรียบการที่เราเรียนรู้มากขึ้นเป็นการยาวขึ้นของรัศมีทรงกลม สิ่งที่เรารู้ก็เปรียบดังพื้นที่ผิวของทรงกลมที่เพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่เราไม่รู้นั้นเปรียบดังปริมาตรของทรงกลมนั้น ยิ่งวงกลมใหญ่ขึ้นอัตราส่วนระหว่างพื้นที่ผิวต่อปริมาตรก็ยิ่งลดลง นั่นก็คือยิ่งเรารู้มากเท่าไรเราก็จะพบสิ่งที่เราไม่รู้มากยิ่งขึ้นไปอีก นี่คือหลักของการยิ่งเรียนยิ่งไม่รู้ Photo credit: http://smg.photobucket.com/user/PrayciousAnjel/media/Fantasy%20Crests/Fantasy%20Orbs/glassorb1.png.html

การผวนคำ ในมุมมองแบบคณิตศาสตร์

การผวนคำเป็น operation ระหว่างพยางค์สองพยางค์ โดยการผวนคำนั้นมีสองแบบด้วยกัน  การผวนแบบที่หนึ่งคือการสลับเสียงสระ เสียงวรรณยุกต์ และเสียงตัวสะกด ระหว่างพยางค์สองพยางค์โดยดำรงไว้ซึ่งเสียงพยัญชนะต้น ตัวอย่างเช่น [แม้ว, ปู] = มู, แป๊ว   Symmetry ของการผวนคำแบบที่หนึ่งนั้นมี 3 แบบ ได้แก่ 1. Anti-symmetry เกิดจากการผวนสองพยางค์ที่มีเสียงพยัญชนะต้นเหมือนกัน แต่มีเสียงสระ เสียงวรรณยุกต์ หรือเสียงตัวสะกด แตกต่างกันทำให้ผลของการผวนนั้น equivalent กับการสลับสองพยางค์ดังกล่าว ตัวอย่างเช่น [ตู่, เต้น] = เต้น, ตู่ 2. Symmetry เกิดจากการผวนสองพยางค์ที่มีเสียงสระ เสียงวรรณยุกต์ และเสียงตัวสะกด เหมือนกัน แต่เสียงพยัญชนะต้นแตกต่างกันทำให้ผลของการผวนนั้น equivalent กับการไม่ผวน ตัวอย่างเช่น [กี้, ขี้] = กี้, ขี้ 3. Super-symmetry เกิดจากการผวนสองพยางค์เดียวกัน ตัวอย่างเช่น [มาร์ค, มาร์ค] …