ว่าด้วยเรื่อง PISA (โดย รศ.ดร.ยืน)

Print Friendly

คัดลอกจาก Facebook page ของ รศ.ดร.ยืน ภู่วรวรรณ


ว่าด้วยเรื่อง PISA ตอนที่ 1

จากผลของ PISA 2015 ที่ผ่านมาตอบโจทย์หลายอย่างของประเทศ จึงขอนำผลมาลองช่วยกันวิเคราะห์ เพื่อทำคิดต่อและทำการวิเคราะห์ร่วมกัน

PISA เป็นการทดสอบวัด Literacy ของคน จัดโดย OECD หรือองค์การร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาส่วนใหญ่สมาชิกเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ที่ต้องการรู้พื้นฐานของคนเพื่อการประกอบวิชาชีพ โดยวัดสิ่งที่จำเป็นในชีวิตจริง ไม่ได้วัดเนื้อหาในหลักสูตร

การวัดจึงวัดในสามเรื่อง คือ ขีดความสามารถการอ่าน Reading ability เพราะเป็นสิ่งที่จะบอกว่า บุคคลนั้นมีความสามารถในการเรียนรู้ได้ดีเพียงไร เพราะการอ่าน แล้วเข้าใจ เป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ แสวงหาความรู้ใหม่ได้

เรื่องที่สองคือ ขีดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ Analytical Skill หรือ คณิตศาสตร์ โดยเน้นที่ปัญหาชีวิตจริง กิจวัตรประจำวัน การเผชิญกับการแก้ปัญหาต่างๆ การคิดเป็นระบบ รู้จักใช้เหตุผล สร้างแบบ และโจทย์ปัญหา สื่อสารและอธิบายให้เข้าใจได้

เรื่องที่สามเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ในชีวิตประจำวัน Science literacy เป็นเรื่องพื้นฐานที่ประชาชนควรรู้ ในบริบทที่จะเจอกับชีวิตจริง เข้าใจกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มีความเชื่อที่ถูกต้อง แยกแยะความจริงออกจากความเชื่อ สิ่งเหล่านี้เรียกว่า Science literacy ที่จำเป็น

PISA เป็นการวัดที่มีมาตรฐานสูงมาก เหมือนการวัดสมรรถนะทางภาษาของสถาบันที่เชื่อถือได้ เช่น TOEFL ผลลัพธ์จึงใช้อ้างอิงได้ เปรียบเทียบได้ โดยมีการแปลงคะแนนให้เป็นคะแนนมาตรฐานที่ใช้เปรียบเทียบระหว่างกันได้ แม้จะเปรียบเทียบระหว่างครั้ง เช่น PISA2012 กับ PISA2015 ค่าเกณฑ์คะแนนมาตรฐานที่ควรผ่านที่วางไว้คือ 500 มีการวางเป็นระดับเพื่อแยกกลุ่มได้อย่างชัดเจน

ในการวัดของแต่ละประเทศที่เข้าร่วมมีการวางแผนแบบงานวิจัย จึงใช้เวลา และรอบการทดสอบใช้เวลาสามปี 2012 2015 และครั้งต่อไป 2018 2021 … การวัดใช้วิธีการสุ่มนักเรียนที่อายุ 15 ปี เพราะถือว่าเป็นนักเรียนที่ผ่านระบบการศึกษาพื้นฐานของประเทศมาแล้ว และจะเติบโตก้าวสู่การเป็นพลเมืองของประเทศ ผล PISA จึงสะท้อนพลเมืองของประเทศนั้นๆที่ผ่านการศึกษาของประเทศ และพร้อมจะดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพต่อไป อย่างน้อยจะสะท้อนถึงระบบการศึกษาพื้นฐานของประเทศ

การวัด PISA 2015 มีประเทศเข้าร่วมทั้งประเทศสมาชิก OECD และไม่ใช่ รวมทั้งหมด 72 ประเทศ ส่วนใหญ่ใช้การทดสอบออนไลน์บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ มีนักเรียนเข้าร่วมทั้งหมด 540000 คน สำหรับประเทศไทย ใช้วิธีสุ่มตามกลุ่มโรงเรียน แบ่งกลุ่มโรงเรียนเป็น 9 กลุ่มทั่วประเทศ เพื่อเป็นตัวแทนของประเทศ มีนักเรียนทั้งหมด 8249 คน จาก 273 โรงเรียน

ในแต่ละครั้งจะมีการเน้น ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น 2015 เน้นวิทยาศาสตร์ ส่วนที่เน้นจะให้สัดส่วนเป็น 60 ส่วนที่ไม่เน้นให้เป็น 20 20 วนสลับครั้งกันไป และยังมีการเน้นทักษะบางอย่างเป็นครั้งๆ ส่วนใหญ่เป็นทักษะแห่งศตวรรษที่ 21เช่น การคิดวิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ เป็นต้น

ผลการทดสอบ ในเรื่อง วิทยาศาสตร์ การอ่าน และคณิตศาสตร์ ประเทศในเอซีย สิงค์โปร์มาเป็นอันดับหนึ่งคือได้คะแนน 556 535 564 สำหรับไทยคะแนนค่อนข้างต่ำ 421 415 409 โดยคะแนนลดลงจาก 2012 ค่อนข้างมาก อย่างมีนัยสำคัญ คะแนนรวมของอยู่ลำดับที่ 55 จาก 72 ประเทศ

จากการแบ่งกลุ่มโรงเรียนเป็นเก้ากลุ่มของประเทศไทย มีเพียงสองกลุ่ม ที่ได้ผลคะแนนเกินค่าเฉลี่ยหรือมาตรฐานของ OECD คือ กลุ่มโรงเรียนฐานวิทย์ และกลุ่มโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัย โดยกลุ่มโรงเรียนฐานวิทย์ได้คะแนนเฉลี่ย 537 นอกนั้นโรงเรียนในกลุ่มอื่นๆได้คะแนนค่อนข้างต่ำ กลุ่มโรงเรียนฐานวิทย์ มีคะแนนเทียบได้กับกลุ่มบนสุดใน ท็อปสิบประเทศ ได้

สิ่งที่น่าสังเกตคือ ความแตกต่างในระบบการศึกษาของไทยระหว่างกลุ่มมีความแตกต่างสูงมาก อีกทั้งยังแตกต่างในเขตพื้นที่ อย่างมีนัยสำคัญ

การทดสอบPISA เป็นการสะท้อนหรือการวัด ระบบการศึกษาพื้นฐานของไทย การยกระดับคะแนน ต้องแก้ที่ตัวระบบการศึกษา เพราะเป็นการวัดพื้นฐานของคน ที่ได้จากระบบการศึกษา การออกแบบการทดสอบทำได้ดีมาก ไม่สามารถยกระดับคะแนนได้จากการจัดศูนย์ติว เหมือนที่บางหน่วยงานในกระทรวงทำ เพราะข้อสอบที่ให้ ให้เนื้อหา เรื่องราวมาหมด ไม่เกี่ยวกับความจำ แต่ต้องคิดวิเคราะห์ อ่านแล้วรู้เรื่องจึงทำได้

คำถามที่ได้จากผลการประเมิน สะท้อนให้เห็นสภาพพื้นฐานของคนในชาติ ถ้าเป็นบริษัทต่างชาติจะมาลงทุนในไทย เช่น บริษัท แอปเปิ้ล ไมโครซอฟต์ กูเกิ้ล ฯลฯ บริษัทเหล่านี้อยากมาไหม ถ้ามาจะหาคนทำงานให้ได้ไหม

การแก้ปัญหา ต้องมองที่ระบบการเรียนการสอนทั้งระบบ ไม่ใช่แก้ด้วยการติวข้อสอบ ลองดูตัวอย่างข้อสอบวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เห็นว่าข้อสอบมีลักษณะอย่างไร

https://drive.google.com/…/0BwqFSkq5b7zSM1VKTUQtY0NKLXM/view

ข้อมูล: จาก สสวท