Natalie Yr_3

เทคนิคการใช้บันทึกการเรียนรู้สำหรับการจัดการเรียนการสอน

Print Friendly

เทคนิคหนึ่งที่สามารถประเมินเพื่อการพัฒนา (Formative  Assessment)  ทางด้านความรู้ และความสามารถในการคิด และทัศนคติของผู้เรียนต่อการจัดการเรียนการสอน คือ  บันทึกการเรียนรู้  โดยผู้เรียนจะมีโอกาสได้เขียนสิ่งที่ได้เรียนรู้และประสบการณ์ส่วนตัว ฝึกบันทึกความก้าวหน้า การแสดงความคิด และความเข้าใจของตนเอง เป็นการสนับสนุนให้ผู้เรียนได้ทำความเข้าใจเนื้อหาวิชา ช่วยเพิ่มการเรียนรู้  นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นสื่อในการสนทนาระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน  บันทึกการเรียนรู้ที่ใช้บ่อยในการจัดการเรียนการสอนได้แก่

 

–  อนุทินการเรียนรู้ (Learning Journals) เป็นการเขียนบรรยายความรู้สึก ความคิดเห็นหรือประสบการณ์ส่วนบุคคลเกี่ยวกับเรื่องที่เรียนว่าได้เรียนรู้ อะไรบ้างและคิดต่อเรื่องนั้นอย่างไร โดยผู้เรียนได้บูรณาการความรู้ใหม่และความรู้ที่ได้รับเพื่อช่วยให้เกิดการ คิดสะท้อนและช่วยผู้เรียนว่าสิ่งที่เรียนรู้คืออะไร

555460_600450533330802_1636039163_n 

รูปภาพจากเว็บ http://nauemon.blogspot.com/

 

–  บันทึกการเรียนรู้ (Learning Logs) เป็นการเขียนบันทึกเหตุการณ์เกี่ยวกับสิ่งที่ผู้เรียนได้เรียนรู้จากเนื้อหา ในบทเรียนความรู้ วิธีการดำเนินงานเกี่ยวกับกระบวนการที่ได้จากการเรียนรู้ของตน โดยบันทึกการเรียนรู้ประเภทนี้เป็นเครื่องมือที่สะท้อนการเรียนรู้ของผู้ เรียนและค้นพบปัญหาการเรียนรู้  รวมทั้งเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่เรียนรู้กับประสบการณ์เดิม

Natalie Yr_3

รูปภาพจากเว็บ  http://www.learninglogs.co.uk/buildinglearningpower.htm

 

–  บันทึกการเรียนรู้แบบโต้ตอบสองทาง (Double-Entry Responses Learning Logs) เป็น การเขียนบันทึกการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยบันทึกความรู้ ความคิด ความรู้สึกส่วนตัวลงในสมุด แล้วมีการเขียนโต้ตอบไปมาระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน โดยมีตัวอย่างของการเขียนบันทึกของเบลเลนก้า เจมส์

ความเหมือนระหว่างอนุทินการเรียนรู้   บันทึกการเรียนรู้ และบันทึกการเรียนรู้แบบโต้ตอบสองทาง

–  ช่วงเวลาที่เขียนบันทึก  ผู้เรียนเขียนหลังจากเรียนหรือปฏิบัติงานเสร็จแล้ว ทั้งนี้ควรให้มีการเขียนอย่างสม่ำเสมอ

–  ระยะเวลาของการเขียน  ระยะเวลาในการเขียนประมาณ  5 – 20 นาที ทั้งนี้อาจใช้เวลาเพิ่มมากขึ้นถ้าเป็นการเขียนเนื้อหาสาระที่มีความสลับซับ ซ้อน

 

ความแตกต่างกันระหว่างอนุทินการเรียนรู้  บันทึกการเรียนรู้  และบันทึกการเรียนรู้แบบโต้ตอบสองทาง

–  ด้านจุดประสงค์และคำถามที่ใช้ในการเขียน   แบบอนุทินการเรียนรู้เป็นการเขียนแสดงความรู้สึก ความคิดเห็นส่วนตัวที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ดังนั้นจึงใช้ข้อคำถามกระตุ้นให้ผู้เรียนแสดงความคิด  ในขณะที่การเขียนแบบบันทึกการเรียนรู้เป็นการเขียนบันทึกความรู้กระบวนการ หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงควรใช้ข้อคำถามที่ผู้เรียนแสดงข้อมูลที่ได้รับหรือระบุขั้นตอนที่เกิด ขึ้น

– ด้านการตอบสนองของผู้สอน   การเขียนแบบอนุทินการเรียนรู้และบันทึกการเรียนรู้นั้น  ผู้สอนจะเขียนตอบคำถามสั้นๆ หรือแสดงความคิดเห็นในบางประเด็นหรือบางครั้งอาจไม่มีการตอบสนองงานเขียนของ ผู้เรียน  แต่การเขียนบันทึกการเรียนรู้แบบโต้ตอบสองทางผู้สอนมีการเขียนตอบหรือแสดง ความคิดเห็นทุกประเด็นและมีการตอบสนองงานเขียนของผู้เรียนทุกครั้ง

 

แนวทางการใช้บันทึกการเรียนรู้

–  ก่อนการเขียนบันทึกการเรียนรู้ ควรชี้แจงให้ผู้เรียนเข้าใจความหมายของบันทึกการเรียนรู้ ลักษณะของการเขียน ประโยชน์และความยาวของบันทึกการเรียนรู้ที่เขียนในแต่ละครั้ง นอกจากนี้ควรบอกเกณฑ์การประเมิน การกำหนดเวลาส่งบันทึกการเรียนรู้ และให้ผู้เรียนเห็นตัวอย่างของบันทึกการเรียนรู้ทั้งตัวอย่างที่ดีและ ตัวอย่างที่ไม่ดี เพื่อให้ผู้เรียนสามารถวางแผนการเขียนบันทึกการเรียนรู้ของตนเองได้

–  การเขียนบันทึกการเรียนรู้ในระยะเริ่มต้น ควรให้ผู้เรียนเขียนบันทึกการเรียนรู้ที่สัมพันธ์กับเนื้อหาที่เรียน เพราะสามารถเขียนได้ง่ายกว่า จะทำให้ผู้เรียนมีกำลังใจในการเขียนบันทึกการเรียนรู้

– ประโยคนำที่ใช้ในบันทึกการเรียนรู้ เป็นประโยคเริ่มต้นที่ผู้สอนกำหนดให้ผู้เรียน เพื่อทำให้ผู้เรียนสามารถเขียนบันทึกการเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น   โดยคำถามที่ใช้ในบันทึกการเรียนรู้ ควรเป็นคำถามปลายเปิดที่ให้ผู้เรียนได้แสดงความรู้ ความเข้าใจ กระบวนการและเจตคติของผู้เรียน คำถามปลายเปิดนี้ทำให้ผู้เรียนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ ตรงกับตัวผู้เรียนมากที่สุด โดยมีรายละเอียดตัวอย่างเช่น   ฉันได้เรียนรู้อะไรบ้างในวันนี้   ฉันไม่เข้าใจหรือข้อสงสัยเรื่องใด  การกระทำของฉันในชั้นเรียนเป็นอย่างไร  ฉันมีความรู้สึกอย่างไรกับเรื่องที่เรียน  สิ่งที่ฉันคิดว่าเป็นปัญหาในการเรียน เป็นต้น

–  การเขียนบันทึกการเรียนรู้ในระยะเริ่มต้น ควรให้ผู้เรียนเขียนบันทึกการเรียนรู้ที่สัมพันธ์กับเนื้อหาที่เรียน เพราะสามารถเขียนได้ง่ายกว่า จะทำให้ผู้เรียนมีกำลังใจในการเขียน

–  ผู้เรียนควรมีอิสระในการเขียนบันทึกการเรียนรู้ ทำให้ผู้เรียนได้เขียนบันทึกเกี่ยวกับกับความคิด ความรู้สึก ข้อคิดเห็นที่ตรงกับตัวผู้เรียนมากที่สุด เพื่อสร้างความหมายหรือความเข้าใจใหม่สำหรับตัวผู้เรียนเอง

–  การเขียนบันทึกการเรียนรู้ควรมีความสม่ำเสมอ โดยในแต่เรื่องหรือหัวข้อจะต้องมีการเขียนบันทึกการเรียนรู้

–  ระยะเวลาที่ใช้ในการเขียนบันทึกการเรียนรู้ไม่ควรใช้เวลามากเกินไป โดยทั่วไปกำหนดเวลาในการเขียนบันทึกการเรียนรู้ประมาณ 5 – 10 นาทีท้ายคาบเรียน

–  การให้ผลย้อนกลับของผู้สอนควรทำด้วยความเต็มใจ ซึ่งผู้สอนอ่านแล้วจึงพูดหรือเขียนตอบกลับไปในบันทึกการเรียนรู้ที่ผู้เรียน เขียนมาโดยทันที สิ่งที่ผู้สอนตอบกลับไปนั้นเป็นการแนะนำแนวทาง การให้ความคิดเห็น การให้กำลังใจ การชมเชย หรือการตอบปัญหาที่ผู้เรียนถามมา รวมไปถึงการตั้งคำถามเพื่อให้ผู้เรียนได้มีการคิดเพื่อตอบกลับมายังผู้สอน อีกด้วย ทั้งนี้หากผู้สอนมีเวลาควรอ่านบันทึกการเรียนรู้และตอบกลับในชั้นเรียน

–  การประเมินบันทึกการเรียนรู้ ผู้สอนควรกำหนดเกณฑ์ หรือให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการกำหนดเกณฑ์และประเมินผลงาน  ทั้งนี้การให้คะแนนไม่ควรตัดสินจากไวยากรณ์หรือการสะกดคำ ควรเน้นย้ำที่เนื้อหาหรือองค์ประกอบของบันทึกการเรียนรู้มากกว่า โดยมีรายละเอียดตัวอย่างการให้คะแนนของ Johnson and Johnson

เกณฑ์ตัดสินคุณภาพบันทึกการเรียนรู้

A = 22-25 คะแนน

B = 18-21 คะแนน

C = 13-17 คะแนน

D = 8- 12 คะแนน

แหล่งอ้างอิง

1.  เบลเลนก้า เจมส์. 2544. 108 วิธีวัดและประเมินพหุปัญญา. แปลโดย เฉลียวศรี พิบูลชล. กรุงเทพมหานคร: บริษัทเพียร์สัน เอ็ดดูเคชั่น อินโดไชน่า จำกัด.

2.  Alm, C.T. 1996. Using Student Journals to Improve the Academic Quality of Internships. Journal of Education for Business 72: 113-115.

3.  Audet, R. H., Hicman, P. and Dobrynina, G. 1996. Learning Logs: A classroom practice for enhancing scientific sense making. Journal of Research in Science Teaching 2: 205-222.

4. Johnson, D.W. and Johnson, R.T. 2002. Meaningful Assessment: A manageable and cooperative process. Boston: Allyn and Bacon.

 

เรียบเรียงโดย  จิราภรณ์  วงษ์เกิด