resident-teachers

โมเดลในการพัฒนาวิชาชีพอาจารย์

Print Friendly

การพัฒนาอาชีพอาจารย์เขียนโดย Sparks and Loucks-Horsley(1989) และ Drago Severson(1994) พวกเขาได้สรุปว่ามีโมเดลต่างๆ ดังต่อไปนี้

  1. Training การอบรมมีข้อดีคือการแสวงหาทฤษฎี การสาธิต หรือการโมเดลทักษะ การฝึกฝนโดยเสมือน ได้ผลตอบกลับสำหรับสมรรถนะ การโค้ชในที่ทำงานจริง การอบรมจะต้องมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนซึ่งต้องครอบคลุมถึง การตระหนัก องค์ความรู้ และทักษะในการพัฒนา รวมถึงการเปลี่ยนทัศนคติ และการใช้กลยุทธ์การสอนในชั้นเรียน บางครั้งวัตถุประสงค์การอบรมอาจจะถูกพัฒนาโดยวิทยากรหรือคนที่รับผิดชอบด้านการวางแผน การอำนวยความสะดวกในการอบรม วัตถุประสงค์จะต้องมีความคาดหวังที่จะต้องถูกวางแผนด้านกิจกรรมและการออกแบบกระบวนการประเมินผล การอบรมเป็นโมเดลที่มีประสิทธิภาพและประหยัดที่สุดสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดและข้อมูลสำหรับอาจารย์กลุ่มใหญ่ ข้อเสียของการฝึกอบรมคือโอกาสที่จะอบรมให้แต่ละคนที่มีความแตกต่างจะน้อย รวมถึงไม่เหมาะสมกับระดับทักษะของอาจารย์ที่แตกต่างกัน ควรที่จะมีการเสริมเรื่องกิจกรรมด้านการติดตามที่สามารถสะท้อนและโค้ชแนวความคิดใหม่ๆที่ถูกนำไปปฏิบัติ
  2. Observation/Assessment วิธีที่ดีที่สุดของการเรียนคือโดยการสังเกตผู้สอน โดยการให้ถูกสังเกตและรับผลตอบรับจากการสังเกต โมเดลการสังเกตอาจจะใช้เพื่อนร่วมงานในการที่จะสะท้อนสมรรถนะ  ตัวอย่างของโมเดลนี้คือ เพื่อนโค้ชเพื่อน(Peer coaching) และ การให้คำแนะนำแบบคลีนิคห้องเรียน การสังเกตในห้องเรียนจะเน้นตรงการออกแบบเทคนิคการสอนในแนวทางปฏิบัติ  การบริหารจัดการห้องเรียน ประโยชน์สำคัญของโมเดลนี้คือจะช่วยทั้งผู้สังเกตและผู้ถูกสังเกตในการพัฒนาวิชาชีพ นอกจากนี้ยังช่วยในการแก้ไขในเรื่องการแยกกันระหว่างการสอนและการบริหารจัดการในคณะ  ให้มีการแลกเปลี่ยนและแบ่งปันเป้าหมายกันมากขึ้น  การสังเกตจะต้องอาศัยความร่วมมือเพราะจะต้องมีการวางแผนเวลาที่เหมาะสมทั้งสองฝ่าย ส่วนที่ต้องระวังคือต้องแยกให้ออกระหว่างการประเมินเพื่อการพัฒนามากกว่าการประเมินแบบชี้ขาด
  3. Involvement in a Development/Improvement Process การมีส่วนร่วมในการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการ ยกตัวอย่างเช่น มีการให้ผู้มีส่วนร่วมได้รับความรู้ใหม่ๆ จากการอ่าน การวิจัย การพูดคุย หรือการสังเกต  การปรับปรุงหลักสูตรก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ต้องการเนื้อหาด้านความรู้ ในขณะที่การออกแบบหลักสูตรต้องการที่จะแก้ไขปัญหาเฉพาะบางอย่าง ข้อดีของโมเดลนี้คือ การเสริมสร้างการทำงานร่วมกันและการแบ่งปันการตัดสินใจ ข้อเสียคือความมีส่วนร่วมของสมาชิก เพื่อที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพที่ดี ผู้เข้าร่วมจะต้องมีข้อมูลที่พร้อมสำหรับการตัดสินใจ
  4. Study Groups โมเดลการเรียนรู้แบบกลุ่มจะรวมสมาชิกทุกคนในคณะในการที่จะค้นหาแนวทางแก้ไขปัญหา สมาชิกในกลุ่มจะประมาณ 6 คนซึ่งแต่ละกลุ่มจะอยู่ด้วยกันโดยมีการสลับหมุนเวียนผู้นำในแต่ละปีการศึกษา แต่ละกลุ่มสามารถเลือกปัญหาที่เฉพาะเจาะจง ตัวอย่างเป้าหมายได้แก่ การพัฒนาคุณภาพการเขียนงนของนักศึกษา หนึ่งกลุ่มอาจจะค้นคว้าว่าจะใช้เทคโนโลยีใดมาช่วยในมาสอนเรื่องการเขียน อีกกลุ่มอาจจะมองหาวิธีการให้คะแนนการเขียนและสะท้อนความรู้กลับ อีกกลุ่มอาจจะเน้นเรื่องการประเมินการเขียนในวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยหน้าที่หลักแล้วการเรียนรู้แบบกลุ่มจะช่วยสนับสนุนการทำหลักสูตรและนวัตกรรมการสอน ข้อควรระวังคือการศึกษาต่างๆควรจะมีการค้นหาหลักฐานการเรียนรู้ การวิจัยซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากและใช้เวลา นอกจากนี้มักจะเป็นความคิดเห็นมากกว่าการวิจัย
  5. Inquiry/Action Research โมเดลการทำวิจัยในห้องเรียนจะมีห้าขั้นตอน คือ 1)เลือกปัญหาหรือคำถามที่อยู่ในความสนใจ 2)สะสม จัดและตีความข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหา 3) ศึกษาทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวของกับการศึกษา 4)เลือกการกระทำที่เป็นไปได้ที่จะบรรลุเป้าหมาย 5) ปฏิบัติและเก็บข้อมูล
  6. Individually Guided Activities โมเดลการทำกิจกรรมของแต่ละบุคคลตามความสนใจ ซึ่งจะขึ้นกับสมมุติฐานในการตัดสินเรื่องของความต้องการในการเรียนรู้ของตนเอง และความสามารถในการเดินเรื่องด้วยตนเอง ขั้นตอนคือ 1) ชี้ชัดความต้องการ 2)การพัฒนาแผนที่ตอบประเด็นความต้องการ 3) กิจกรรมการเรียนรู้ และ 4) กรประเมินว่าการเรียนรู้ตอบความต้องการ  ข้อดีของโมเดลนี้คือความยืดหยุ่นและโอกาสของแต่ละบุคคล  ยุทธวิธีที่จะนำพาตนเองได้แก่ ประวัติเรื่องราวส่วนบุคคล การประเมินตนเองด้วยวีดีโอหรืออัดเสียง การเขียนบทความทางวิชาการ การโค้ช กรณีศึกษา และ การเล่นตามบทบาท Self-analysis หรือการวิเคราะห์ตนเองควรตั้งคำถามยากๆว่า นักศึกษาได้อะไรจากการสอนของเรา ข้อเสียของโมดเลนี้คือ การทำในสิ่งที่คนอื่นคิดค้นมาแล้ว
  7. Mentoring คือโมเดลที่ใช้จับคู่กันระหว่างผู้มีประสบการณ์สูงหรือผู้ประสบความสำเร็จด้านการศึกษา กับผู้มีประสบการณ์น้อย โดยจะมีการแลกเปลี่ยนเป้าหมายทางวิชาชีพ การแลกเปลี่ยนแนวความคิดและกลยุทธ์ สะท้อนเทคนิคการสอนปัจจุบัน การสังเกตจากงาน และกลยุทธ์ในการปรับปรุง ซึ่งทั้งสองคนต้องพัมนาเป้าหมายและวิธีการ พี่เลี้ยงที่ควรเป็นผู้ที่น่าเชื่อถือและมีความเหมือนกันในวิชาชีพ มีเวลาในการทำงานร่วมกัน ถ้ามีทักษะเกี่ยวกับการศึกษาผู้ใหญ่ การแก้ไขปัญหา การวิพากษ์เชิงสร้างสรรค์ ก็จะทำให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต