14233179_10101158577054139_5302992245885975784_n

ร่วมปิ้งบาร์บีคิว 7 ขั้นตอน กับ Prof James Arvanitakis

Print Friendly

“ออสเตรเลียมีประชากร 25 ล้านคน มีแกะ 150 ล้านตัว มีจระเข้ที่ตัวยาวถึง 5 เมตร”

ข้อมูลรกสมองเหล่านี้มีประโยชน์อย่างไรกับการเรียนการสอนวิชาสังคมวิทยาสำหรับนักศึกษา 500 คน? มีส่วนผลักดันให้ อ.เจมส์ ได้รับคัดเลือกให้เป็น “ครูขั้นเทพ”* โดยนายกรัฐมนตรี ประจำปี 2012 ได้อย่างไร? ก่อนจะทราบคำตอบ อ.เจมส์ บอกว่า “ขอเชิญมาร่วมปิ้งย่าง ในกิจกรรม family BBQ”

ว่าแล้าเขาก็เล่าเรื่องงานรวมญาติที่ออสเตรเลียให้ทุกคนฟัง คุณแม่ตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ กวัดปาดเช็ดถู เตรียมจานชาม คุณพ่อตื่นสายๆ นั่งรอให้คุณแม่ชงกาแฟให้ พอใกล้เวลางานคุณพ่อก็ยืนปิ้งบาร์บีคิว คุณแม่ก็ทำสลัดอยู่ในครัว เมื่อแขกเหรื่อมาถึง ผู้ชายทั้งหลายก็จะมายืนมองเตาบาร์บีคิว ผู้หญิงทั้งหลายก็จะเข้าครัวไปช่วยกันทำสลัด เด็กชายก็จะวิ่งเล่นต่อสู้โลดโผน เด็กหญิงก็จะเล่นแบบเรียบร้อย

ที่กล่าวมานั้นเป็นการสาธิต (demonstrate) เทคนิคการสอนในวิถีที่มุ่งสู่การเป็นครูขั้นเทพ ซึ่ง อ.เจมส์ บอกว่ามีอยู่ 7 ขั้นตอน ดังนี้

14199423_10101158378676689_5788418461556444742_n

Step 1: Ground Your Teaching

ยกตัวอย่างในชีวิตจริงแล้วค่อยอธิบายทฤษฎี

เรื่อง family BBQ ที่เล่าให้ฟัง เป็นการเกริ่นเพื่อสอนหัวข้อ แนวทางการเปลี่ยนแปลงของสังคม (the changing nature of societies) แต่แทนที่จะเริ่มสอนด้วยทฤษฎีพื้นฐาน อ.เจมส์ เริ่มด้วยเรื่องเล่าที่น่าติดตามเพื่อดึงดูดความสนใจ และเรื่องนี้ก็จะนำเข้าสู่หลักการทาง sociology หลายประเด็น เช่น assigned role และ social construction

จากนั้นก็ให้ทุกคน think-pair-share กับเพื่อนๆ ว่างานรวมญาติที่บ้านของตนนั้นมีส่วนเหมือนหรือต่างกับเขาอย่างไรบ้าง

เมื่อทุกคนได้มีส่วนร่วมในการทบทวนเนื้อหาพื้นฐานแล้ว ก็สามารถเดินเข้าสู่เนื้อหาที่ลึกลงไปได้

อ.เจมส์ แสดงภาพ apple หนึ่งลูก แล้วให้ร่วมกัน thnk-pair-share ว่า “apple ที่ดีต้องเป็นอย่างไร?” จากนั้น…

  • ให้คิดต่อว่า เมื่อ 50 ปีที่แล้ว คำตอบน่าจะเหมือนกันหรือไม่? แล้วอีก 50 ปีข้างหน้าล่ะ?
    ไม่น่าจะต่างกันเท่าไรนัก
  • ลองเทียบกับ “ห้องเรียน” เมื่อ 50 ปีที่แล้ว และห้องเรียนในอีก 50 ปีข้างหน้า
    ต่างกันอย่างมาก!

หลังจากนั้นเมื่อ อ.เจมส์ อธิบายทฤษฎีที่เกี่ยวข้องต่างๆ ของการเปลี่ยนแปลงในสังคม นักศึกษาก็จะรู้สึกว่าน่าสนใจ เกี่ยวข้องกับชีวิตจริง (relevant) และสามารถจินตนาการตามได้

Step 2: Curriculum development: start at the end

เริ่มออกแบบหลักสูตรโดยถามว่า เมื่อนักศึกษาเดินออกไปแล้วคุณต้องการให้เขาทำอะไรได้บ้าง?

นี่เป็นหลักการเดียวกับ Outcome-based education แต่ อ.เจมส์ ไม่ได้ใช้ชื่อนี้

Step 3: A holistic approach

ผสมผสานหลายวิธีเข้าด้วยกัน

เทคนิคการสอนบางแบบจะใช้ได้ผลดีกับผู้เรียนบางคน ถ้าเราใช้หลายเทคนิคร่วมกันเราจะสามารถเข้าถึงผู้เรียนได้หลายคนมากขึ้น สูตรของการผสมที่ อ.เจมส์ ใช้ คือ

  1. ก่อนมาเรียน
    • ดูวิดิโอสั้นๆ ซึ่งอาจจะเป็น…
      • วิดิโอของอาจารย์เองพูดคุยกับนักศึกษาในเรื่องที่เกี่ยวข้อง (อ.เจมส์ ยกตัวอย่างวิดิโอการชิม apple) ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นทางการ ไม่จำเป็นต้องมี high production quality
      • หรือ วิดิโอสื่อการสอนที่ขอยืมมาจากที่ต่างๆ (เช่น YouTube, Coursera) ก็ได้
    • อ่านเรื่องราว/ข่าว ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา และควรเป็นเรื่องที่ ทันสมัย (contemporary)
      • เช่น ข่าวในหนังสือพิมพ์ฉบับวันนี้
      • ควรเป็นเรื่องที่ไม่เป็นวิชาการมากเกินไป
      • เป้าหมายคือ เพื่อให้นักศึกษามองเห็นว่าเรื่องที่จะเรียนนั้นนำไปใช้ได้จริงๆ
      • อาจมีการทดสอบ (quiz) ก่อนเร่ิมเรียนว่าอ่านมาจริงหรือไม่
  2. ในห้องเรียน
    • กิจกรรมน่าสนใจ (เช่นปิ้ง BBQ)
    • แนะนำทฤษฎี
    • ชี้ชวนให้ประยุกต์ทฤษฎีในการตีความกิจกรรม และวิพากษ์ข่าวที่อ่านก่อนเข้าเรียน
  3. หลังจากนั้น
    • ให้การบ้าน หรือแบบทดสอบ ที่เน้นการประยุกต์ใช้ความรู้ (applying)

Step 4: One hour is not an ideal time for a lecture

อย่ายืนสอนทั้งชั่วโมง ควรสอนสลับกับกิจกรรมหรือคำถาม

ควรเตรียม 4 ประเด็นหลักๆ (key concept) ไว้สอนในแต่ละคาบ แต่อย่าสอนรวดเดียวทั้งหมดเพราะ ระยะสมาธิ (attention span) มีจำกัด

เรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับ attention span:

  1. attention span มีความยาวประมาณ 10 นาทีถ้าเนื้อหาไม่น่าสนใจ, 17 นาทีถ้าเนื้อหาน่าสนใจ
  2. attention จะลดลงเรื่อยๆ จนใกล้ศูนย์ไปตลอดคาบ จนกว่าอาจารย์จะพูดว่า “คุณต้องรู้เรื่องนี้ไปสอบ”
  3. งานวิจัยเรื่อง attention span ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1992 ถูกยืนยันสองครั้งในปี 2000 และ 2008 แสดงว่านี่ไม่ใช่ปัญหาของคนรุ่นใหม่เท่านั้น
  4. ถ้าไม่มีการทบทวน ผู้เรียนจะมีอัตราการจำได้ (retention rate) เพียงแค่ 10%
    • ถ้ามีการทบทวน อัตราการจำได้จะเพิ่มขึ้น 4 เท่า!
    • วิธีการทบทวนที่ดีที่สุดคือให้เขาพูดออกมา ผ่านการพูดกับเพื่อน (ใช้ think-pair-share)

Step 5: Ask Ungooglable Questions

ตั้งคำถามที่ google อย่างไรก็ไม่พบคำตอบ เพื่อฝึกทักษะการคิด

คำตอบจะถูกต้องหรือไม่ก็ไม่สำคัญ หรือในบางครั้งก็อาจจะไม่มีคำตอบที่ถูกต้องก็ได้ แต่กระบวนการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์และมีเหตุผลนั้นสำคัญกว่าคำตอบ

ตัวอย่างคำถาม: ในระหว่างการดูฟุตบอล ในสนามกีฬามีคนรับประทาน french fries พร้อมกัน เป็นจำนวนกี่ชิ้น?

Step 6: Give feedback & make it fun

ให้ feedback กับผู้เรียน (ขอให้สนุก!)

ควรให้ feedback อย่างรวดเร็วภายในหนึ่งสัปดาห์ และถ้าเป็นไปได้ควรรอให้นักศึกษาได้รับ feedback จากการบ้านชุดแรกก่อนที่จะสั่งการบ้านชุดที่สอง

เรื่องนี้ผมลืมถาม อ.เจมส์ ไปว่า ในวิชาที่มีนักศึกษา 500 คนนั้น อ.เจมส์ ตรวจงานอย่างรวดเร็วขนาดนั้นได้อย่างไร?

Step 7: Ensure the students lead the learning

ให้ผู้เรียนเป็นผู้นำ

การเรียนรู้จากเพื่อนสู่เพื่อน (peer-2-peer learning) เป็นการเรียนรู้ที่ได้ผลมากที่สุด

ตัวอย่าง: ในการสอนนักเรียน ม.2 เรื่อง บทบาททางเพศ (gender role) และ ทัศนคติทั่วไป (stereotype) อ.เจมส์ ต้องการชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดของ stereotype ที่ว่าผู้ชายมักจะเข้มแข็ง ผู้หญิงมักจะอ่อนโยน/ห่วงใยผู้อื่น

แทนที่จะสอนตรงๆ อย่างนั้น อ.เจมส์เลือกสอนโดยการเล่าเรื่อง — ไม่ใช่เรื่องของอาจารย์! แต่เป็นเรื่องของนักเรียน โดย อ.เจมส์ ขอให้นักเรียนเขียนเล่าเรื่องสั้นๆ ดังนี้

  1. นักเรียนชาย: ให้เขียนเล่าเหตุการณ์ที่ตนเองต้องแสร้งทำเป็นเข้มแข็ง
  2. นักเรียนหญิง: ให้เขียนเล่าเหตุการณ์ที่ตนเองต้องแสร้งทำเป็นอ่อนโยน/ห่วงใยผู้อื่น

อ.เจมส์ บอกนักเรียนหลังจากเขียนเสร็จว่า ใครไม่อยากส่งก็ไม่ต้องส่ง แต่ถ้าใครอยากแบ่งปันเรื่องราวให้ส่งมาทางอีเมล ปรากฎว่ามีคนส่งประมาณ 300 คนจาก 500 คน แสดงว่านักเรียนอยากเล่าเรื่อง และเรื่องราวที่เพื่อนๆ เล่านั้นย่อมเป็นที่สนใจและน่าจดจำมากกว่าเรื่องทั่วๆ ไป

Step 8: Embrace your most boring lecture**

คาบไหนน่าเบื่อที่สุด จงรีบอ้าแขนรับมัน

อ.เจมส์ สอนว่าอย่ากลัวเนื้อหาที่ยาก แม้ว่าธรรมชาติของมันจะน่าเบื่อจนคุณไม่อยากสอน แต่คุณก็อาจใช้ความคิดสร้างสรรค์ทำให้มันตื่นเต้นขึ้นมาได้

ตัวอย่าง: เรื่อง “ป้ายทางออก” (Exit signs)

  •  เรื่องนี้ อ.เจมส์ ไม่อยากสอนแต่จำเป็นต้องสอนเพราะมีคนเขียนไว้ในหลักสูตร
  • เนื้อหาเกี่ยวข้องกับขนาดของป้าย ขนาดของตัวอักษร ความสว่างของไฟ ฯลฯ ซึ่ง… น่าเบื่อมากกกกก

อ.เจมส์ แก้ไขปัญหาด้วยวิธีดังนี้

  1. บอกนักศึกษาว่าวันพรุ่งนี้เราจะเรียนเรื่องลึกลับ (mystery lecture) 
  2. ในห้องเรียน ประกาศว่าเราจะซ้อมหนีไฟ ให้ทุกคนสมมติว่ากำลังมีไฟไหม้อยู่จริง (แต่ไม่ต้องรีบ อย่าเหยียบกันตายนะ!)
  3. จุดระเบิดควัน (smoke bomb) (ขออนุญาติเจ้าหน้าที่ก่อนนะ) เพื่อให้บรรยากาศสมจริง
  4. ทุกคนหาทางออกจากห้องเรียน แล้วไปรวมตัวกันใต้ร่มไม้นอกตึก
  5. ตั้งคำถามว่า “ถ้านี่เป็นเหตุการณ์ไฟไหม้จริงๆ เราจะเพิ่มโอกาสรอดของเราได้อย่างไร? จงเขียนมา 10 อย่าง”
  6. อภิปรายร่วมกัน

ผลปรากฎว่านักศึกษาแทบทุกคนเขียนว่า “ป้ายทางออก” (exit sign) เป็นสิ่งที่สำคัญในสิบอันดับแรก จากนั้นเมื่อทุกคนมองเห็นความสำคัญของหัวข้อนี้แล้ว อ.เจมส์ ก็สามารถลงรายละเอียดของเนื้อหา (ความกว้าง ความยาว ฯลฯ) ได้โดยที่ไม่มีใครหลับ

ท้ายภาคการศึกษา นักศึกษาบอกว่า คาบนี้สนุกที่สุด!


สรุป

  1. Ground Your Teaching
    ยกตัวอย่างในชีวิตจริงแล้วค่อยอธิบายทฤษฎี
  2. Curriculum development: start at the end
    เริ่มออกแบบหลักสูตรโดยถามว่า เมื่อนักศึกษาเดินออกไปแล้วคุณต้องการให้เขาทำอะไรได้บ้าง?
  3. A holistic approach
    ผสมผสานหลายวิธีเข้าด้วยกัน
  4. One hour is not an ideal time for a lecture
    อย่ายืนสอนทั้งชั่วโมง ควรสอนสลับกับกิจกรรมหรือคำถาม
  5. Ask Ungooglable Questions
    ตั้งคำถามที่ google อย่างไรก็ไม่พบคำตอบ เพื่อฝึกทักษะการคิด
  6. Give feedback & make it fun
    ให้ feedback กับผู้เรียน (ขอให้สนุก!)
  7. Ensure the students lead the learning
    ให้ผู้เรียนเป็นผู้นำ
  8. Embrace your most boring lecture
    คาบไหนน่าเบื่อที่สุด จงรีบอ้าแขนรับมัน

หมายเหตุ

  • *”ครูขั้นเทพ” เป็นศัพท์ที่ผมบัญญัติขึ้นเอง รางวัลที่ อ.เจมส์ ได้คือ 2012 Prime Minister’s University Teacher of the Year
  • ** เอ๊ะ? ไหนว่า 7 ขั้นตอน? 🙂

บันทึกท้ายบท

เขียนสรุปโดย ผนวกเดช สุวรรณทัต (Mock) จากการบรรยายหัวข้อ “How to motivate students in a class room?” / “Massification and the large lecture theatre: from panic to exciting” / “Kill your PowerPoint and teach like a pirate!” (มีสามหัวข้อปนๆ กันอยู่) ในงานสัมมนาเชิงวิชาการเรื่อง “Innovation in Teaching and Learning: how to educate students in the changing world” วันที่ 5 กันยายน 2559 ณ โรงแรม Century Park ราชปรารภ

บรรยายโดย Prof Dr James Arvanitakis, Dean, Graduate Research School, Western Sydney University, Australia

เขียนจากบันทึกในกระดาษและความทรงจำ ถ้ามีความคลาดเคลื่อนประการใดต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ครับ

บันทึกในกระดาษ: 160905 Arvanitakis_KNIT_day1 (pdf)