ask-the-right-questions-640x360

Do you ask the right question?

Print Friendly

เราพูดกันมากโดยทั่วไปว่าการสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่มีคุณภาพควรเน้นให้ผู้เรียนฝึกคิด ฝึกปฏิบัติเแก้โจทย์ปัญหาที่ท้าทายเพื่อพัฒนาความคิดขั้นสูง (upper level of Bloom’s taxonomy) ไม่ใช่ด้วยการเน้นทดสอบว่านักเรียนจดจำเนื้อหาได้หรือไม่ กล่าวอย่างง่ายคือควรกระตุ้นให้ผู้เรียนทำความเข้าใจ ใช้ความคิดเชิงเหตุผล วิเคราะห์ วิจารณ์ สังเคราะห์ ประเมินค่า หรือใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อจะตอบโจทย์ปัญหาเหล่านั้น เหล่านี้สื่อถึงการเรียนเพื่อนำไปใช้ มิใช่เพียงเรียนเนื้อความรู้และจดจำได้ในระยะสั้น ส่วนครูจะทำหน้าที่ช่วยให้คำแนะนำในกระบวนการพัฒนาทักษะการคิดนั้นๆ

Ask the right questions…

การใช้คำถามเป็นเทคนิคสำคัญในการแสวงหาความรู้ และเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการเรียนรู้  การตั้งคำถามที่ดีช่วยให้ผู้สอนทราบว่าผู้เรียนยังต้องการความรู้หรือขาดความเข้าใจในส่วนใดและต้องการคำชี้แนะอย่างไรบ้าง การตั้งคำถามที่ดีเพื่อให้นักเรียนได้พัฒนาความรู้ความคิดนั้น ผู้สอนควรวางแผนล่วงหน้าว่าจะใช้คำถามเพื่อวัตถุประสงค์การเรียนรู้ใด คำถามรูปแบบใดที่จะสอดคล้องกับเนื้อหาสาระและเป้าหมายของการเรียนรู้นั้นๆ ซึ่งวัตถุประสงค์การเรียนรู้แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ผู้สอนต้องรู้ว่าอะไรที่ต้องการให้นักศึกษาได้พัฒนาการเรียนรู้ เน้นที่ “ความรู้” (Cognitive domain) “ทัศนคติ” (Affective domain) หรือ “การแสดงพฤติกรรม การกระทำ” (Psychomotor domain) ในบล็อกนี้ขอกล่าวถึงการออกแบบคำถามที่ดีในกรณีของมิติความรู้

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการออกแบบคำถามที่ดี ประกอบด้วย

  • ผู้สอนต้องตอบตนเองได้ว่าคำถามนั้นส่งเสริมการเรียนรู้อย่างไร คำถามนั้นๆ สัมพันธ์กับ “ความรู้” ในมิติใด หากอ้างอิงกรอบแนวคิดของ Anderson & Krathwohl (2001) ผู้สอนควรคำนึงทั้งมิติของความรู้ (Knowledge dimension) และกระบวนการคิด (cognitive process)

มิติของความรู้แบ่งออกเป็น 4 มิติ คือ

  • มิติของความรู้ที่ผู้เรียนบอกความหมายหรือนิยามได้ (factual knowledge)
  • มิติของความรู้ที่ผู้เรียนอธิบายความคิดรวบยอด/แก่นของแนวคิด (conceptual knowledge)
  • มิติของความรู้ที่ผู้เรียนประยุกต์ใช้ (application) บอกกระบวนการได้ (procedural knowledge) 
  • มิติของความรู้ที่ผู้เรียนควบคุมและประเมินกระบวนการคิดของตน (metacognitive knowledge)

กระบวนการคิด (Revised Bloom Taxonomy) ซึ่ง Anderson & Krathwohl ได้ปรับแนวคิดของ Benjamin S. Bloom และคณะ โดยอธิบายกระบวนการคิดเป็น 6 ระดับ คือ จำ เข้าใจ ประยุกต์ วิเคราะห์ ประเมิน และสร้างสรรค์ (Remember, Understand, Apply, Analyze, Evaluate, and Create)

Screenshot 2016-08-22 17.21.31

ผู้สอนควรแนะให้นักเรียนรู้ด้วยว่าความรู้ที่เรียนแบ่งออกได้เป็นกี่ประเภทดังกล่าว ทั้งนี้ ในความเป็นจริง คำถามหนึ่งๆ อาจคาบเกี่ยวการดึงความรู้ในมิติต่างๆ

  • คำถามนั้นช่วยให้นักเรียนเชื่อมโยงความรู้ที่มีอยู่ (Prior knowledge) ได้อย่างไร
  • คำถามนั้นช่วยให้ผู้เรียนใช้ความรู้พื้นฐาน (Basic Knowledge) มาประยุกต์ได้อย่างไร
  • ความยากของคำถาม ในกรณีที่เป็นการถามรายคนหรือการทำงานเดี่ยว ความยากของคำถามควรอยู่ในระดับที่ท้าทาย (cognitively complex) แต่ก็ไม่ยากจนเกินไปจนทำให้นักเรียนรู้สึกขุ่นข้องใจหรือรู้สึกแง่ลบกับคำถาม ทั้งนี้ หากเป็นคำถามประเภทที่มีผู้สอนหรือผู้อำนวยการเรียนรู้ช่วยแนะนำ (Teacher led questioning) ก็อาจเป็นคำถามที่ยากและมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น
  • เทคนิคในการใช้คำถาม คือชวนให้นักศึกษาคิดต่างจากครู และนำมาถก วิเคราะห์กันว่าอะไรอย่างไรดีกว่า การตั้งปัญหาซึ่งคำตอบเป็นไปได้มากกว่าหนึ่งคำตอบ หรือคำถามปลายเปิด อาจเรียกว่าเป็น discussion-based learning จะช่วยให้นักเรียนฝึกการคิดหลายรูปแบบ หากเป็นไปได้ ควรให้เป็นการเชื่อมโยงความรู้ความคิดโดยใช้ความรู้ในสาขาที่เรียนระหว่างและฝึกให้นักเรียนไม่ยึดติดกับความคิดความรู้ความเชื่อแบบใดแบบหนึ่งอีกด้วย

ครูจำนวนไม่น้อยที่เจอความเงียบงันและบรรยากาศของ dead air เมื่อโยนคำถามให้นักเรียนตอบหรือเมื่อถามเพื่อขอความคิดเห็น อันที่จริงแล้ว ความเงียบนั้นใช่ว่าจะไม่มีความหมาย การที่นักเรียนไม่ได้ส่งเสียงตอบหรือคิดดังๆ ให้ครูได้ยินไม่ได้แปลว่านักเรียนไม่คิดตามหรือไม่คิดหาคำตอบอยู่ จากงานวิจัยของ Mary Budd Rowe (1986) พบว่าหลังจากการถาม ครูควรให้เวลานักเรียน “คิด” สักระยะ Rowe เรียกช่วงเวลาของการปล่อยให้นักเรียนครุ่นคิดนี้ว่า “wait time” ซึ่งเป็นช่วงสั้นๆ ประมาณ 3 วินาที ชั่วขณะที่ครูปล่อยให้คิดนี้ ในสมองของผู้เรียนกำลังเกิดกระบวนการต่างๆ มากมาย ทั้งตีความ ค้น-ดึงความจำที่มีอยู่ และเชื่อมโยงความรู้เดิมกับความรู้ใหม่ ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเข้าใจว่า wait time ที่เหมาะสมกับกระบวนการถาม-ตอบของแต่ละสถานการณ์คงไม่เหมือนกัน ในทางปฎิบัติจริง 3 วินาทีนี้ดูเหมือนจะน้อยมากสำหรับกระบวนการคิด ยังมีปัจจัยอีกมากที่น่าจะเกี่ยวข้องกับการบอกว่า wait time ควรเป็นเท่าไหร่ เช่น ความยาก-ง่ายของเรื่องที่ถาม ประเภทคำถาม ความรู้พื้นฐาน การถามเดี่ยว-กลุ่ม เป็นต้น เพื่อที่จะเอื้อกับกระบวนการคิดของนักเรียนได้จริง

เรียบเรียงโดย จันทิมา ปัทมธรรมกุล

Tag: การตั้งคำถาม, wait time

อ้างอิง:

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัยที่ศึกษาเรื่อง wait time ได้ใน Mary Budd Rowe. Wait Time: Slowing Down May Be A Way of Speeding Up! Journal of Teacher Education 1986; 37; 43

DOI: 10.1177/002248718603700110

Walsh, J. A. and Sattes B.D. (2011). Thinking Through Quality Questioning: Deepening Student Engagement. Sage Publication. 

Picture credits: https://www.ondeck.com/blog/ask-4-questions-find-right-loan-small-business/

PDF version: Blog_3

ask-the-right-questions-640x360