35814931_1902118283186378_1689141857910521856_o

Brainstorm: กลยุทธ์หนังสือแบบเรียนสำหรับนักเรียน ประถม & มัธยมศึกษา

Print Friendly

ปัญหา

ขณะนี้เปิดเทอมมาแล้วเกือบ 2 เดือน แต่ยังมีหลายโรงเรียนที่ไม่ได้รับหนังสือแบบวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และวิทยาการคำนวณ ตามที่สั่งไว้

ปัญหาอาจเกิดจากหลายสาเหตุ โดยยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดจากเหตุใดมากกว่ากัน เช่น

  1. หนังสืออาจจะพิมพ์ไม่เพียงพอจริงๆ ในบางวิชา หรืออาจจะเพียงพอแต่ขาดช่วง
  2. หนังสือมีเพียงพอแล้ว แต่แผนกรับจองและจัดส่งทำงานช้า หรือให้ข้อมูลกับตัวแทนจำหน่ายผิดพลาด เช่น บอกว่าหนังสือหมด ทั้งๆ ที่ยังไม่หมด (ต้องสืบสวนต่อไปว่าคนที่ให้ข้อมูลผิดมีเจตนาทุจริตและรับจ้างล้มมวยหรือไม่)
  3. ร้านค้า/ตัวแทน/คนกลาง ได้กำไรน้อย จึงไม่อยากขายหนังสือ สสวท. จึงอ้างว่าจัดซื้อไม่ได้ หรืออ้างเหตุผลอื่น (ต้องรวบรวมข้อมูลจากครูต่อไป เพื่อประมวลเหตุผลที่ได้รับ ซึ่งเป็นข้อมูลเท็จ)
  4. อำนาจบางอย่าง จากผู้มีผลประโยชน์ในวงการศึกษา บีบให้ครูต้องยอมเปลี่ยนคำสั่งซื้อหนังสือจากหนังสือของ สสวท. เป็นหนังสือของสำนักพิมพ์อื่น

ในกรณีของวิชาวิทยาการคำนวณ เป็นที่น่าแปลกใจเหลือเกินที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ มีหนังสือเกินความต้องการ และจัดพิมพ์เพิ่มอีกอย่างต่อเนื่อง แต่โรงเรียนที่สั่งซื้อหนังสือกลับไม่ได้รับหนังสือ โดยอ้างว่าร้านค้าไม่ได้ส่งให้

แต่ทำไมจึงไม่ยอมสั่งซื้อโดยตรงจากศูนย์หนังสือจุฬา? ทั้งๆ ที่มีของใน stock และจัดส่งได้รวดเร็ว

ทำไมจึงจะต้องผูกขาดกับร้านค้าเดียว? ถ้าร้านค้านั้นมีสัญญาใจกับโรงเรียน ก็ต้องตรวจสอบดูว่า “สัญญาใจ” ดังกล่าวหมายถึงอะไร? ผลประโยชน์เข้ากระเป๋าใคร? ถูกต้องด้วยกฎหมายและหลักจริยธรรมหรือไม่? มีความเป็นธรรมหรือไม่? ยึดประโยชน์สูงสุดของนักเรียนเป็นที่ตั้งหรือไม่?

และถึงแม้โรงเรียนจะ “รักใคร่ชอบพอ” ร้านค้า/ตัวแทน/คนกลาง รายใดรายหนึ่งเป็นพิเศษ ก็ไม่ควรปล่อยให้ความสัมพันธ์อันดีดังกล่าวนำไปสู่สถานการณ์ที่นักเรียนไม่ได้รับหนังสือคุณภาพ ภายในเวลาที่กำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดการล่าช้าขนาดนี้

เมื่อ ร้านค้า/ตัวแทน/คนกลาง ไม่สามารถทำหน้าที่หลักของตนเองได้สำเร็จ นั่นคือ การจัดหาและจัดส่งหนังสือให้โรงเรียนตามที่โรงเรียนสั่งซื้อ ทำไมจะต้องยึดติดกับร้านนั้น ทำไมไม่เปลี่ยนร้าน? ทำไมไม่เรียกเงินคืน? ทำไมไม่เรียกเงินค่าปรับ? ทำไมไม่สั่งโดยตรงเพื่อให้ได้หนังสืออย่างรวดเร็ว? ในกระบวนการคิดและการอ้างข้อจำกัดและกฎระเบียบมากมาย มีใครคำนึงถึงผลประโยชน์ของเด็กนักเรียนหรือไม่?

โรงเรียนทุกโรงเรียนมีอิสระในการเลือกสื่อการเรียนการสอนที่ สพฐ อนุญาต จากสำนักพิมพ์ใดก็ได้  แต่โรงเรียนควรจะต้องอธิบายเหตุผลได้ว่าทำไมจึงเลือกสื่อของสำนักพิมพ์นี้  เหตุผลนั้นอาจจะเป็นว่า

  1. เพราะทีมผู้เขียนมีความน่าเชื่อถือ
  2. เพราะมีการทดลองใช้แล้วได้ผลดี
  3. เพราะมีการนำเสนอเนื้อหาที่ถูกต้องและน่าสนใจ เด็กเรียนแล้วสนุก
  4. เพราะสอดคล้องกับพัฒนาการของช่วงวัย
  5. เพราะเนื้อหาเข้มข้นดี แม้จะเกินเลยหลักสูตรไปบ้าง
  6. ฯลฯ

แต่เหตุผลที่ไม่ดี ห่วยแตก รับไม่ได้ และควรจะได้รับการไว้อาลัย คือ

  1. เพราะร้านค้าจัดส่งหนังสือให้ไม่ได้ (แล้วทำไมจะซื้อร้านอื่นไม่ได้?)
  2. เพราะร้านค้าแนะนำให้ใช้ของอีกสำนักพิมพ์หนึ่ง เพื่อให้ได้รับของได้เร็วกว่า (เป็นการฉวยโอกาสเบียดบังโอกาสของเด็ก เพื่อผลประโยชน์ทับซ้อนส่วนตนที่น่ารังเกียจย่ิง)
  3. เพราะ สสวท. ผลิตหนังสือไม่ทัน (เป็นความเท็จ)
  4. เพราะหนังสือหมด (หนังสือที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ไม่ได้หมด แต่ที่ร้านอาจจะหมด ซึ่งถ้าร้านไม่มีหนังสือก็ต้องรีบสั่งมาให้โรงเรียน ไม่อย่างนั้นโรงเรียนก็ต้องสั่งโดยตรงเอาเอง)

ปัญหาทั้งหมดนี้ จะยอมให้เกิดขึ้นอีกไม่ได้อีกเป็นอันขาด

  • ถ้าเกิดจากกฏระเบียบการจัดซือจัดจ้าง ต้องแก้ไขกฎระเบียบ ถ้าจะต้องติดต่อผู้มีอำนาจก็ต้องติดต่อ ถ้าจะต้องเดินขบวนก็ต้องเดินขบวน ประชาชนจะยอมไม่ได้
  • ถ้าเกิดจากความไม่กระตืนรือร้น รือความสะเพร่าในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ร้านหนังสือ หรือศูนย์หนังสือ หรือสำนักพิมพ์ ก็จะต้องลงโทษทางวินัยและย้ายไปทำหน้าที่อื่นจนกว่าจะสามารถปรับปรุงตัวให้ทำหน้าที่ได้สมบูรณ์แบบ
  • ถ้าเกิดจากการทุจริต การล้มมวย การฮั้วกันเพื่อส่วนแบ่งผลประโยชน์ จะต้องปลดคนคนนั้นออกให้ได้ จะต้องนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้ได้

แล้วจะทำอย่างไรดี?

แนวทางแก้ที่อาจทำได้ มีหลายทาง แต่ละทางมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน บางเส้นทางก็เป็นการพยายามแก้ปัญหาตามระบบที่มีอยู่ บางเส้นทางอาจจะเป็นทางแก้แบบหลุดโลก สั่นสะเทือนเลือนลั่น (disruptive) ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาอื่นตามมา และต้องวิเคราะห์กันต่อไปว่าคุ้มค่าหรือไม่

  1. crazy idea: สสวท. แจก pdf  ฟรีทุกเล่ม แล้วไม่พิมพ์ขายเลย
    • แก้ปัญหานักเรียนไม่มีหนังสือใช้ได้ 99% (มั้ง?)
    • เป็นเส้นทางที่ radical และ disruptive มาก
    • เด็กอ่านหนังสือใน tablet, smart phone, computer
    • ใครอยากได้ก็ print เอาที่ร้านหน้าปากซอย (แต่ต้นทุนน่าจะแพงกว่าเดิมซึ่งพิมพ์ทีละมากๆ)
    • สำนักพิมพ์ต่างๆ อาจจะเจ๊งทันที
    • ร้านพิมพ์งานหน้าปากซอยจะรุ่งเรือง
    • เด็กในชนบท ที่ไม่มีคอมพิวเตอร์ดีๆ จะซวย เราก็ค่อยระดมทุนจากผู้ใจบุญมาพิมพ์ไปแจก
  2. crazier idea:  สสวท. แจก pdf  ฟรีทุกเล่ม และยังคงให้คุรุสภา และศูนย์หนังสือจุฬาฯ พิมพ์ขายด้วย
    • แก้ปัญหานักเรียนไม่มีหนังสือใช้ได้ 100%
    • นักเรียนมีหนังสือทั้งแบบเป็นเล่ม และแบบออนไลน์
    • สำนักพิมพ์ต่างๆ อาจจะเจ๊งทันทีเช่นกัน
    • คุรุสภา กับศูนย์หนังสือจุฬาก็อาจจะเจ๊งด้วย และเขาอาจจะไม่ยอมพิมพ์ให้ สสวท. อีกต่อไป
  3. idea: open innovation: สสวท. เปิด Open Source หนังสือทุกเล่ม โดยใช้ CC-BY-SA-ND นั่นคือ เปิดให้สำนักพิมพ์อื่นสำนักพิมพ์ใดก็ได้เอาไปพิมพ์ขายได้ตามสบายเลย จะพิมพ์ขายเพื่อการค้าก็ได้ แต่ห้ามดัดแปลง (ND) และต้องให้เครดิต สสวท. (BY) หรือนักเรียนจะดาวน์โหลดเองก็ได้
    • แก้ปัญหานักเรียนไม่มีหนังสือใช้ได้ 100%
    • หนังสือจะเปรียบเสมือน commodity ที่ทุกเล่มเหมือนกันเป๊ะเลย
    • สำนักพิมพ์จะต้องแข่งกันพิมพ์ด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ จะได้ขายได้ถูกที่สุด
    • สำนักพิมพ์อาจยกเลิกการพัฒนาหนังสือของตนเอง เพราะกลัวสู้ราคาของฟรีไม่ได้
    • สำนักพิมพ์ต่างๆ อาจจะเจ๊ง เพราะได้กำไรน้อยมาก
  4. idea: exclusive partnership: สสวท .พัฒนาหนังสือ แต่ตกลงกับสำนักพิมพ์เอกชนบางแห่งไว้ล่วงหน้าว่าให้สำนักพิมพ์ดังกล่าวนำหนังสือของ สสวท. ไปพิมพ์ โดยไม่ต้องพัฒนาหนังสือเอง
    • เลือกสำนักพิมพ์ที่พิสูจน์ได้ว่ามี logistic และการตลาดดีๆ และมีคุณธรรม
    • สำนักพิมพ์จะมี incentives ที่จะขายให้ได้ปริมาณมากๆ จึงจะประชาสัมพันธ์อย่างเต็มที่เอง
    • สำนักพิมพ์ประหยัดต้นทุนในการวิจัยและพัฒนาหนังสือ โดยแบ่งส่วนแบ่งรายได้ให้ สสวท. เพียงบางส่วน
    • สสวท. โฟกัสที่การพัฒนาหนังสือ ไม่ต้องพยายามขายและโฆษณา
    • เสี่ยงต่อการโดนกลั่นแกล้งโดยสำนักพิมพ์อื่นที่อาจเสียผลประโยชน์
    • ต้องออกแบบกระบวนการในการคัดเลือสำนักพิมพ์อย่างรอบคอบ เพื่อให้ยุติธรรม และไม่ถูกครหาว่า สสวท. เอื้อประโยชน์ต่อเอกชนรายใดรายหนึ่งอย่างไม่เป็นธรรม
    • ถ้าบริษัทได้ผลกำไรมากเกินไป ก็เสี่ยงต่อความรู้สึกของผู้ที่ร่วมพัฒนาหนังสือ จากเดิมที่ทุ่มเททำงานเพื่อชาติ แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นทำงานเพื่อให้คนกลุ่มหนึ่งร่ำรวยขึ้น
    • แต่ถ้าบริษัทได้ผลกำไรน้อยเกินไป ก็อาจจะไม่ร่วมเป็น partner อีกในอนาคต
    • อาจจะต้องศึกษาโมเดลนี้เพิ่มเติมโดยดูจากกรณีศึกษา เรื่องการบริจาคเลือด หรือบริจาคอวัยวะ
  5. idea: marketing: ศูนย์หนังสือจุฬา หรือ สสวท. เพิ่มงบโฆษณาและการตลาด
    • แก้ปัญหานักเรียนไม่มีหนังสือใช้ได้บางส่วน ประมาณ 10-50% แล้วแต่วิธีปฏิบัติ
    • ราคาหนังสือ สสวท. จะแพงขึ้นไปอีก
    • การโฆษณามีข้อจำกัดเล็กน้อย คือ คนที่ใช้หนังสือ (นักเรียน) ไม่ได้เป็นคนเลือกเอง แต่ผู้บริหารโรงเรียนเป็นคนที่มีสิทธิ์เลือก การทุ่มงบการตลาดมากๆ อาจส่งผลให้มีแรงจูงใจในการ “ลดแลกแจกแถม” ให้ผู้บริหารโรงเรียน ซึ่งอาจสุ่มเสี่ยงต่อการทุจริต
  6. idea: enforcement: ออกกฎให้โรงเรียนมีหน้าที่ต้องจัดซื้อหนังสือให้ทันวันเปิดเทอมให้ได้ ไม่เช่นนั้นผู้บริหารต้องรับโทษ และจะต้องซื้อหนังสือที่มีคุณภาพดี ที่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมจึงเลือกเล่มนี้แทนอีกเล่มหนึ่งเท่านั้น
    • โรงเรียนจะต้องเขียนสัญญาการซื้อขายให้รัดกุม และเอาผิดกับตัวแทนจำหน่ายที่ไม่จัดส่งได้ตรงตามที่สั่ง หรือจัดส่งล่าช้า
    • ตัวแทนจำหน่ายจะต้องมีข้อตกลงกับโรงพิมพ์ว่าเมื่อสั่งของจะต้องได้รับของภายในกี่วัน ถ้าโรงพิมพ์ทำไม่ได้ให้ถือว่าโรงพิมพ์มีความผิด และต้องรับโทษ ต้องชดใช้ค่าปรับ และถูกตัดสิทธิ์ในการพิมพ์ครั้งต่อไป
    • ถ้าตัวแทนจำหน่ายจัดส่งล้าช้า ผู้บริหารโรงเรียนจะต้องรีบฟ้องร้องเรียกเงินคืน และสั่งหนังสือจากตัวแทนอื่น หรือจากโรงพิมพ์โดยตรง อย่างรวดเร็วเพื่อให้ได้หนังสือทันเวลา
  7. idea: antitrust: ออกกฎให้ชัดเจน ไม่ให้โรงเรียนทำข้อตกลงที่ผูกมัดกับร้านค้า/คนกลาง/ตัวแทนจำหน่ายหนังสือรายใด เพื่อให้สามารถจัดซื้อโดยตรงกับแหล่งผลิตได้
    • สิทธิในการได้รับหนังสือของนักเรียน อยู่เหนือสิทธิในการทำธุรกิจของผู้หนึ่งผู้ใด ดังนั้นโรงเรียนจะไม่สามารถอ้างได้ว่าไม่มีหนังสือเพราะร้านไม่ส่งให้และต้องซื้อกับร้านนี้เท่านั้นจึงจะเบิกได้ เพราะโรงเรียนมีสิทธิ์ซื้อจากร้านไหนก็ได้
    • เมื่อใช้เทคโนโลยีช่วยในการสั่งสินค้า ตัวกลางก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป เว้นแต่ว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มได้จากการบริการ
    • ร้านหนังสือต้องแข่งขันกันเพื่อให้บริการโรงเรียนเลือกใช้บริการของตน เช่น จัดส่งให้เร็วกว่าการสั่งตรง หรือจัด workshop ต่างๆ ที่มีประโยชน์
    • ความเสี่ยงต่อการทุจริต การให้เงินทอน การให้เงินใต้โต๊ะ ยังคงมีอยู่ แต่อย่างน้อยก็ไม่เป็นการผูกขาดกับรายใดรายหนึ่งอีกต่อไป
  8. idea: democracy: ให้นักเรียนและผู้ปกครอง vote ว่าจะใช้หนังสือของสำนักพิมพ์ใดในวิชาใด และโรงเรียนมีหน้าที่ต้องจัดหามาให้ได้
    • การตลาดของสำนักพิมพ์ต่างๆ จะต้องมุ่งเป้าไปที่คุณภาพของหนังสือ และความน่าอ่านของหนังสือ
    • จะไม่มุ่งเป้าไปที่ “ความง่ายในการสอน” ของครู (เช่น การแจกสไลด์เพียงไม่กี่แผ่น แล้วบอกว่านี่คือสิ่งที่นำไปสอนได้เลยง่ายๆ)
    • บางทีไอเดียนี้อาจจะใช้ผสมกับการร่วม vote โดยคุณครูก็ได้
    • นักเรียนและผู้ปกครองอาจมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะตัดสินใจ ทำให้สำนักพิมพ์ที่ทุ่มงบโฆษณามากที่สุด ได้เปรียบอีกสำนักหนึ่งซึ่งทุ่มงบในการพัฒนาคุณภาพหนังสือมากกว่า
  9. disruptive idea: ไม่ต้องมีหนังสือเรียนอีกต่อไป ทุกคนเรียน online
    • สำนักพิมพ์ต่างๆ เจ๊ง
    • นักเรียนในชนบทห่างไกล ซวย
    • โรงเรียนสอนออนไลน์ ร่ำรวย (อาจเป็นหน่วยงานรัฐหรือเอกชน)
    • สสวท. โฟกัสไปที่การแนะนำกิจกรรม หรือแนะนำการทำสื่อการเรียนรู้ออนไลน์ ให้หน่วยงานอื่นทำ
    • ถ้าโชคดีเราจะมีสื่อออนไลน์ที่ดีๆ เต็มไปหมด และแข่งกันดีขึ้นเรื่อยๆ
    • ถ้าโชคร้าย เราอาจจะไม่มีสื่อทีมีคุณภาพเลยก็ได้
  10. hands-off idea: สสวท. เลิกเขียนหนังสือแบบเรียน แต่ทำหน้าที่ตรวจหนังสือแทน สพฐ/กพฐ  โดยตรวจให้ละเอียดขึ้น และมีการให้คะแนนในหลายด้าน ไม่ใช่แค่ ผ่าน/ไม่ผ่าน
    • สสวท. ต้องตรวจทั้งความเชื่อมโยงของเนื้อหากับตัวชี้วัด ความครบถ้วนของตัวชี้วัด วิธีการนำเสนอ ความเหมาะสมกับช่วงวัย ข้อคำนึงถึงด้านลิขสิทธิ์ ฯลฯ
    • นำเสนอคะแนนแบบ multidimensional ratings ตามมิติการประเมินด้านต่างๆ และประกาศคะแนนให้ประชาชนทราบเป็นสาธารณะ (พิมพ์ลงบนหนังสือ) เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจซื้อ
    • คะแนนไม่ต้องเต็มก็ควรผ่านได้ แต่จะต้องมีคะแนนมากถึงเกณฑ์ที่สมเหตุสมผล
    • ผลที่ตามมาจากนโยบายนี้ คือ ถ้ามองในแง่ดี คุณภาพของหนังสือจะเบ่งบาน ทุกสำนักพิมพ์ต่างแข่งกันพัฒนาให้ดีกว่าคู่แข่ง
    • แต่อาจมีการร้องเรียน ฟ้องร้องกันอีรุงตุงนัง เรื่องผลคะแนน
    • ความเชี่ยวชาญของคนใน สสวท. ในการทำหนังสือเรียนคุณภาพสูงหลายครั้งในอดีต อาจไม่ถูกนำมาใช้ได้อย่างเต็มที่
    • ถ้ามองในแง่ร้าย สำนักพิมพ์ต่างๆ อาจไม่สามารถลงทุนจ้างนักวิชาการได้หลายคน หรือลงทุนแก้ได้หลายรอบ ทำให้ได้แต่หนังสือคุณภาพไม่ดีก็ได้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น…
      • ถ้า สสวท. เข้มงวดมาก ไม่ให้ใครผ่านเลย นักเรียนก็จะไม่มีหนังสือใช้เลย
      • ถ้า สสวท. ปล่อยผ่าน นักเรียนก็จะมีแต่หนังสือที่คุณภาพไม่ถึงเกณฑ์ โดยไม่มีหนังสือ สสวท. ไว้เป็น benchmark หรือเป็นตัวอย่างหนังสือฉบับหนึ่งที่มีคุณภาพตามมาตรฐานและเจตนารมณ์ของหลักสูตร

สรุปเอาไงดี?

ต้องขบคิดกันต่อไป ทุกหนทางมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ระหว่างนี้เราทุกคนต่างก็ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด ด้วยความสุจริต และความปรารถนาดีสูงสุดต่อเด็กนักเรียน