glassorb1

ยิ่งเรียนยิ่งไม่รู้

ยิ่งเราเรียนมากขึ้น เรารู้มากขึ้น เราก็จะยิ่งพบสิ่งที่เราไม่รู้มากขึ้น หากเปรียบการที่เราเรียนรู้มากขึ้นเป็นการยาวขึ้นของรัศมีทรงกลม สิ่งที่เรารู้ก็เปรียบดังพื้นที่ผิวของทรงกลมที่เพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่เราไม่รู้นั้นเปรียบดังปริมาตรของทรงกลมนั้น ยิ่งวงกลมใหญ่ขึ้นอัตราส่วนระหว่างพื้นที่ผิวต่อปริมาตรก็ยิ่งลดลง นั่นก็คือยิ่งเรารู้มากเท่าไรเราก็จะพบสิ่งที่เราไม่รู้มากยิ่งขึ้นไปอีก นี่คือหลักของการยิ่งเรียนยิ่งไม่รู้ Photo credit: http://smg.photobucket.com/user/PrayciousAnjel/media/Fantasy%20Crests/Fantasy%20Orbs/glassorb1.png.html

การผวนคำ ในมุมมองแบบคณิตศาสตร์

การผวนคำเป็น operation ระหว่างพยางค์สองพยางค์ โดยการผวนคำนั้นมีสองแบบด้วยกัน  การผวนแบบที่หนึ่งคือการสลับเสียงสระ เสียงวรรณยุกต์ และเสียงตัวสะกด ระหว่างพยางค์สองพยางค์โดยดำรงไว้ซึ่งเสียงพยัญชนะต้น ตัวอย่างเช่น [แม้ว, ปู] = มู, แป๊ว   Symmetry ของการผวนคำแบบที่หนึ่งนั้นมี 3 แบบ ได้แก่ 1. Anti-symmetry เกิดจากการผวนสองพยางค์ที่มีเสียงพยัญชนะต้นเหมือนกัน แต่มีเสียงสระ เสียงวรรณยุกต์ หรือเสียงตัวสะกด แตกต่างกันทำให้ผลของการผวนนั้น equivalent กับการสลับสองพยางค์ดังกล่าว ตัวอย่างเช่น [ตู่, เต้น] = เต้น, ตู่ 2. Symmetry เกิดจากการผวนสองพยางค์ที่มีเสียงสระ เสียงวรรณยุกต์ และเสียงตัวสะกด เหมือนกัน แต่เสียงพยัญชนะต้นแตกต่างกันทำให้ผลของการผวนนั้น equivalent กับการไม่ผวน ตัวอย่างเช่น [กี้, ขี้] = กี้, ขี้ 3. Super-symmetry เกิดจากการผวนสองพยางค์เดียวกัน ตัวอย่างเช่น [มาร์ค, มาร์ค] …