318

Actor-Teacher: ดารา-อาจารย์

Print Friendly

ผมมีโอกาสได้เข้าร่วม workshop จาก ผศ.ดร. สุกัญญา สมไพบูลย์ ครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง โดยมีหัวข้อคือ Developing Teaching and Learning Skills: Actor-Teacher ถือว่าเป็น theme ที่เหมาะสมกับชื่อเสียงของอาจารย์มากที่สุด เพราะท่านเป็นทั้ง teacher และ actor ในคนคนเดียวกัน

  • ในความเป็น teacher ท่านเป็นหัวหน้าภาควิชาการสื่อสารและการแสดง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • ในความเป็น actor ท่านเป็นนักร้อง นักแสดง มีผลงานหลายชิ้น ชิ้นล่าสุดคือ มังกรสลัดเกล็ด ร้อยปีชาติกาล อ.ป๋วย

หัวข้อที่อาจารย์เน้นย้ำหลายครั้ง ถ่ายทอดผ่านมุมมองต่างๆ คือคำว่า

improvisation

ซึ่งถ้าแปลง่ายๆ จะแปลว่า “การด้นสด” หรือการแสดงโดยที่ไม่ได้เตรียมมาก่อน ซึ่งนั่นเป็นเพียงหนึ่งในรูปแบบของ improvisation เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง แม้ในการแสดงที่มีบทชัดเจน หรือในการสอนที่มีกรอบเนื้อหาชัดเจน สิ่งที่ actor-teacher จะต้องสามารถทำให้ได้ดีคือการทำตนเป็น observer แม้ในระหว่างที่ตนเองพูดก็ต้องฟังไปด้วย ฟังทั้งเสียงของตนเองและเสียงของผู้ฟัง คอยรับ feedback ไปตลอดงาน (ถ้ามัวแต่รอ feedback ตอนจบงานแล้วจะช้าเกินไป) จากนั้นจะต้องรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่รับฟังมาได้ ปรับเปลี่ยนท่าทีของตนเองและวิธีการพูดให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ และนั่นเองคือ improvisation

Brain-Mind-Voice

หัวใจของการเป็น actor-teacher นั้น ไม่ได้อยู่ที่สื่อการสอน ความทันสมัยของห้องเรียน หรือเครื่องมืออื่นใดเลย แต่อยู่ที่สามส่วนในตัวเราเอง นั่นคือ

  1. mind: จิตใจของเราในฐานะผู้สอน ความหวังดี การคิดดี จะสร้าง attitude ที่ดี
  2. brain: attitude ที่ดีจะสามารถดึงศักยภาพสูงสุดของสมองเราออกมาได้ เพื่อถ่ายทอดให้ผู้เรียน
  3. voice: เป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในสมองของเราไปสู่ผู้เรียน

สามส่วนนี้ต้องเกี่ยวโยงกันไปตลอดการสอน และการเกี่ยวโยง (connectivity) นั้นจะต้องส่งไปถึงผู้เรียนด้วย โดยคำว่า human connection (ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์) นั้นสำคัญกว่าความสัมพันธ์ในบทบาทอื่นๆ ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของ ครู-ศิษย์, แพทย์-คนไข้, ทนาย-ลูกความ, ฯลฯ

สิ่งที่ทำลาย human connection ได้ง่ายที่สุดคือการทำให้อาย ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นจิตใต้สำนึกให้เข้าสู่กระบวนการป้องกันตนเอง (defense mechanism) เป็นธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตที่จะมองคนที่ทำให้อายว่าเป็นภัยคุกคาม (threat) ทำให้จำฝังใจ และจะตั้งป้อมในจิตใจให้ไม่ยอมรับฟังอะไรอย่างอื่นอีก ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาหรือคำสอนใดๆ

ตัวอย่างของ connection ที่ถูกทำลาย

  • ครูทำโทษนักเรียนต่อหน้าเพื่อน แม้ว่าจะไม่เจ็บ แต่ความอายจะฝังใจ
  • หมอถามคนไข้ผู้หญิงเรื่องส่วนตัวต่อหน้าคนอื่น แม้ว่าจะเป็นข้อมูลสำคัญต่อการวินิจฉัยโรค แต่คนไข้จะอายและไม่กล้าให้ความร่วมมือ

Difficult Situations

ทักษะ improvisation สามารถช่วยให้ actor-teacher แก้ไขสถานการณ์ยากลำบากที่ไม่คาดคิดได้อย่างไร?

ตัวอย่างสถานการณ์ยากลำบาก

  1. นักเรียนมีอาการทางจิต อยากทำร้ายตนเอง
  2. นักเรียนขัดคำสั่งเพราะมีเหตุจำเป็น
  3. เราพูดผิด มีผู้เรียนที่อาวุโสสูงกว่าคัดค้านอย่างรุนแรง
  4. การถูกคุกคามด้วยวาจา
  5. “แม่ยกหึง”!
  6. เพื่อนนักแสดงเล่นผิดคิว หรือลืมขึ้นเวทีตามจังหวะที่ตกลงกันไว้

อาจารย์สุกัญญาได้เล่าเหตุการณ์เหล่านี้ให้ฟัง และเล่าถึงแนวทางการตอบโต้ที่ผิดพลาด ที่มักจะโผล่ขึ้นมาในความคิดเป็นอันดับแรก จากนั้น เมื่อได้ใช้สติไตร่ตรองและใช้ทักษะของการเป็น actor-teacher ก็สามารถหาแนวทางตอบโต้ที่สร้างสรรค์ นำไปสู่ชัยชนะแบบ win-win

กระบวนท่าสำคัญที่ใช้ในการคลี่คลายสถานการณ์เหล่านี้ เท่าที่ผมพอจะจับ pattern ได้คือ

  1. ฟังอีกฝ่ายหนึ่ง:  เขาหมายความว่าอย่างไร? เขากำลังรู้สึกอย่างไร? พยายามตรวจจับ hostility ว่ามีหรือไม่? ในด้านใด?
  2. ฟังตนเอง: คอยฟังตนเองตลอดเวลาว่าพูดอะไรออกไปบ้าง ตรงกับที่ต้องการจะสื่อหรือไม่ พูดผิดตรงไหนหรือไม่
  3. อย่าหยุดการสนทนา (continue to engage): แม้อีกฝ่ายจะแสดงท่าทีไม่เป็นมิตรหรือปฏิเสธคำขอของเรา พยายามหาจุดยืนร่วมกัน พยายามถามเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของความไม่พอใจ
  4. วิเคราะห์ผู้ฟัง (audience analysis): หาสาเหตุที่แท้จริงให้พบ อะไรคือจุดที่ทำให้เขาอารมณ์เสีย?
  5. ปรับเปลี่ยนท่าทีและคำพูดอย่างเป็นธรรมชาติ (adjustment): พยายามลดสาเหตุของ hostility ลง เช่น การยกยออีกฝ่ายหนึ่ง การกล่าวขอโทษ การเล่าสถานการณ์ของตนเองเพื่อให้อีกฝ่ายทราบว่าเราไม่เป็นภัยคุกคาม การวางตนอย่างมีวุฒิภาวะ ตอบโต้อารมณ์โกรธด้วยอารมณ์ขัน

ผมสังเกตดูจากตัวอย่างเหล่านี้ พบว่าขั้นตอนที่ยากที่สุดน่าจะเป็นข้อ 5 ซึ่งต้องใช้ทักษะทางด้าน improvisation ไม่แปลกใจเลยที่อาจารย์กล่าวย้ำหลายครั้งว่า acting นั้นแท้จริงคือ improvising โดยมีบทเป็นเพียง guideline แต่สถานการณ์จริงบนเวทีมักไม่ซ้ำกันเลยสักครั้ง การสอนหนังสือก็เช่นกัน

Strategic Storytelling

สิ่งที่ผมสังเกตได้อีกอย่างหนึ่งว่าเป็นหัวใจของ “การแสดง” ของอาจารย์สุกัญญาคือ “การเล่าเรื่อง” (storytelling) ซึ่งเมื่อประกอบกับทักษะ improvisation ของอาจารย์แล้ว ทำให้ทุกเรื่องที่เล่ามีชีวิตชีวา มีความหมายผูกพันสอดคล้องกับเนื้อหาได้อย่างลงตัว แต่ storytelling ของ อ.สุกัญญา ไม่ได้เป็นไปเพียงเพื่อการยกตัวอย่างทฤษฎีเท่านั้น แต่ดูเหมือนจะยังมีบทบาทสำคัญอื่นๆ อีกด้วย เช่น

  1. เพื่อเป็นการถ่อมตน: เรื่องที่เกี่ยวข้องกับความผิดพลาดในอดีตของตนเอง หรือความยากลำบากในวัยเด็ก ทำให้ผู้ฟังรู้สึกสบายใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ฟังที่มีอาวุโสสูงกว่า น่าจะรู้สึกชื่นชมในความถ่อมตนของผู้พูด และพร้อมจะเชื่อว่าผู้พูดไม่มีเจตนาอวดอ้างสรรพคุณว่าตนเองอยู่ในฐานะที่เหนือกว่าผู้ฟัง
  2. เพื่อสร้าง connection กับผู้ฟังบางคน: การเล่าเรื่องชีวิตในอดีตที่อาจมีส่วนคล้ายกับผู้ฟังบางกลุ่ม น่าจะทำให้เขารู้สึกว่าผู้พูดนั้นเข้าถึงได้ (relatable) มีประสบการณ์ร่วมกันมาก่อน เช่น การสอบเอนทรานซ์ การส่งสินค้าที่บ้านของผู้ชายที่ตนแอบชอบ
  3. เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ (establish credibility): การเล่าเรื่องราวความสำเร็จของตนเอง โดยผูกติดกันไปหรือสลับกับเรื่องราวในข้อ 1 และข้อ 2 ทำให้ผู้ฟังพร้อมที่จะรับฟังโดยร่วมยินดี แทนที่จะรู้สึกต่อต้านหรือเคลือบแคงสงสัยกลับรู้สึกเชื่อมั่นในตัวผู้พูดมากขึ้น

ข้อคำนึงถึงในการเล่าเรื่องให้ประสบความสำเร็จนั้น มีดังนี้

  1. ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเล่าของคนดัง ไม่จำเป็นต้องยกคำพูดของคนดังมาก็ได้
    • เช่น การกล่าวถึงภาวะการนำ อาจพูดถึงปลา หรือต้นไม้ ใบไม้ ก็ได้
  2. ย่ิงเป็นเรื่องใกล้ตัวยิ่งดี หัวข้อควรเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ง่าย หรือเป็นส่ิงที่เพิ่งได้สัมผัสมา
    • เช่น หากจะยกตัวอย่างในธรรมชาติ ควรถือโอกาสพักการบรรยายให้ทุกคน “ออกไปกอดต้นไม้” นอกอาคารเรียน แล้วจึงกลับเข้ามาสนทนาร่วมกัน โดยยกตัวอย่างจากที่สิ่งที่เพิ่งได้สัมผัส
  3. เริ่มเรื่องจากหัวข้อที่น่าสนใจ ที่คนส่วนใหญ่รู้จักทันที (อย่าเร่ิมจากทฤษฎี)
    • เช่น พระไพศาลเล่าเรื่อง “หลวงพ่อโต” เพื่ออธิบายถึงเรื่องเกียรติและศักดิ์ศรีของผู้ใหญ่ในการลงไปช่วยลูกน้องทำงาน
    • เช่น การเล่าเรื่องผี “วันนั้นนะ เดินผ่านวัดตอนกลางคืน…”
  4. จากนั้นขยายความ (elaborate) ให้คนเข้าใจในวงกว้างมากขึ้น และค่อยๆ ใส่รายละเอียดให้มากขึ้น
    • เช่น  “โยมเคยดูนางนากมั้ย?”
  5. นำไปสู่ข้อสรุป หรือ ข้อไม่สรุป (แล้วแต่ว่าเราต้องการแบบไหน)

312


ทิ้งท้าย

อาจารย์ทิ้งท้ายไว้ด้วยวิดิโอคลิปเรื่อง กระต่ายกับเต่า ภาคพิเศษ:


ข้อมูลเพิ่มเติม

  1. บันทึกนี้เขียนจากงานสัมมนาเชิงวิชาการเรื่อง Innovation in Teaching and Learning
  2. เชิญอ่านบันทึกสรุปจากการฟังบรรยายครั้งแรก เรื่อง การสื่อสารอย่างชาญฉลาด สอนอย่างไรให้เข้าถึงใจนักศึกษา http://celt.li.kmutt.ac.th/km/index.php/smartcommunicationbydrsukanya/
  3. บันทึกบนกระดาษ: 160906 Dr Sompaiboon Actor-Teacher.PDF
    311